ปี 2564 ก.ล.ต. เคยออกปากเตือนเหรียญดิจิทัล "พระเครื่อง" ตัวแรกของโลก แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมันแจกฟรี ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต ห้าปีผ่านไป ช่องโหว่เดียวกันนั้นถูกใช้ซ้ำ เปลี่ยนจากโค้ดบนบล็อกเชนมาเป็นใบอนุโมทนาบัตรในกุฏิเจ้าอาวาส และจบลงที่การยึดทรัพย์กว่า 720 ล้านบาทจากวัดหลวงแห่งหนึ่งในอยุธยา คำถามคือ ระหว่างที่แบงก์ชาติและ ก.ล.ต. ไล่ปิดช่องทุนเทาทุกทางในปีนี้ เหตุใด "เงินทำบุญ" จึงยังเป็นเส้นทางเดียวที่แทบไม่มีใครกล้าแตะ
เหรียญที่ปลุกเสกแล้ว แต่ไม่มีใครกำกับ
ย้อนกลับไปเดือนพฤศจิกายน 2564 วงการนักสะสมและนักเทรดคริปโตไทยฮือฮากับ "สมเด็จคอยน์" หรือ Somdejcoin (SDC) ซึ่งประกาศตัวเป็นเหรียญดิจิทัลพระเครื่องเหรียญแรกของโลก สร้างบนเครือข่าย Binance Smart Chain จำกัดจำนวนไว้ที่ 66,186,727 เหรียญ เท่ากับจำนวนประชากรไทยในปี 2563 พอดิบพอดี แจกฟรีผ่านแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ก่อน แล้วค่อยขยายไปฝั่ง iOS ทีมผู้พัฒนาถึงขั้นนำเหรียญไปให้พระเกจิชื่อดังอธิษฐานจิตปลุกเสก และอ้างว่าได้ยื่นหนังสือแจ้งทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้วตั้งแต่กลางปีนั้น
ฟังผิวเผินเหมือนโปรเจกต์การกุศลไฮเทค แต่พอเว็บไซต์ฮิตจนล่ม กลับกลายเป็นวัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดตรังต้องทำหนังสือสอบถาม ก.ล.ต. ถึงสองฉบับ ว่าเหรียญที่วัดได้รับมาใช้ทำบุญนั้นมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร คำตอบที่ ก.ล.ต. ให้กลับมาคือคำเตือนสั้น ๆ ให้ประชาชนศึกษาข้อมูลและใช้ความระมัดระวัง พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่าเหรียญลักษณะนี้ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตเสนอขาย เพราะแจกฟรี ไม่ได้ขาย
SDC วิวัฒนาการไร้พรมแดน
เมื่อการขนเงินสดใส่ท้ายรถเริ่มมีความเสี่ยง ขบวนการหากินกับความเชื่อจึงอัปเกรดตัวเองเข้าสู่โลกดิจิทัล ฉากหน้าใน Whitepaper ถูกเขียนไว้อย่างสวยหรูว่าสร้างมาเพื่อให้คนไทยได้สะสมและมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยมีระบบ Smart Contract บังคับหักภาษี (Tax) 3% จากทุกการทำธุรกรรมเพื่อนำไปบำรุงพระพุทธศาสนา แต่เบื้องหลังแท้จริง นี่คือ นวัตกรรมพุทธพาณิชย์ 2.0 ที่เปิดช่องให้ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือผู้สร้างอย่างมหาศาล แม้ทางสำนักงาน ก.ล.ต. จะเคยต้องออกโรงเตือนนักลงทุนถึงความเสี่ยงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหรียญ SDC แต่โมเดลนี้ได้สร้างแม่บทให้เห็นแล้วว่า การหลอมรวม "ความศรัทธา" เข้ากับระบบการเงินไร้ศูนย์กลาง (DeFi) คือช่องโหว่ขนาดมหึมา การโอนถ่ายมูลค่าผ่าน Crypto Wallet โดยอ้างเรื่องการบริจาค สามารถใช้เป็นเส้นทางโยกย้ายทุนสีเทาข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที โดยไม่ต้องจัดฉากประมูลที่ศูนย์พระเครื่องให้เหนื่อยแรงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปล่อยให้ตลาดวัตถุมงคลและเหรียญดิจิทัลสายบุญเติบโตแบบไร้ทิศทางคือ เม็ดเงินมหาศาลถูกดูดออกจากระบบเศรษฐกิจที่ควรเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไปจมอยู่ในตลาดมืด สร้างความบิดเบี้ยวให้กับการกระจายรายได้ และเปิดทางให้กลุ่มอิทธิพลมีแหล่งทุนนับหมื่นล้านในการครอบงำกลไกการเมืองและเศรษฐกิจระดับประเทศ
นี่คือหัวใจของปัญหาที่ไม่มีใครพูดถึงในตอนนั้น เมื่อของบางอย่างถูก "ให้เปล่า" แทนที่จะ "ขาย" กลไกกำกับดูแลตลาดทุนที่ออกแบบมาเพื่อจับการเสนอขายหลักทรัพย์กลับใช้ไม่ได้ทันที ทั้งที่เหรียญเดียวกันนั้นยังคงซื้อขายแลกเปลี่ยนได้จริงบน PancakeSwap มีมูลค่าจริง มีคนเข้าไปเทรดจริง เพียงแต่ประตูทางเข้าคือ "ของแจกฟรีเพื่อบุญ" ไม่ใช่ "การระดมทุน" สมเด็จคอยน์จึงรอดพ้นสายตาการกำกับดูแลไปได้อย่างเป็นทางการ แม้จะมีคำเตือนอย่างไม่เป็นทางการตามหลัง
ห้าปีต่อมา ช่องโหว่เดียวกันนี้ไม่ได้หายไปไหน มันแค่เปลี่ยนร่าง จากโค้ดในกระเป๋าคริปโต มาเป็นใบอนุโมทนาบัตรในมือเจ้าอาวาส
จากพระเครื่องดิจิทัล สู่ "เหรียญเหนือดวง" ที่แม้แต่นายกฯ ยังห้อยคอ
วันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ออกหมายจับสองฉบับพร้อมกัน ฉบับแรกชื่อนายอติโชติ ทันประเสริฐ อายุ 66 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งรู้จักกันในนาม "สมีโชติ" หรือ "อดีตหลวงพ่อโชติ" ฉบับที่สองชื่อ น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง อายุ 47 ปี สีกาคนสนิทที่สังคมเรียกกันว่า "สีกาเอ๋"
อติโชติบวชมาตั้งแต่ปี 2540 ไต่เต้าในสายบริหารคณะสงฆ์มาตลอด 30 พรรษา จากผู้ช่วยเจ้าอาวาสในปี 2559 จนได้รับสมณศักดิ์และขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ชื่อ "สมีโชติ" โด่งดังในวงการนักสะสมจากการจัดสร้าง "เหรียญเหนือดวง" ซึ่งได้รับความนิยมกว้างขวางถึงขนาดที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยเปิดเผยต่อสื่อว่าตนเองห้อยเหรียญรุ่นนี้อยู่เช่นกัน และเชื่อว่าช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้
แต่เบื้องหลังความศรัทธาระดับชาตินั้น ตำรวจกองบังคับการปราบปรามพบเส้นทางการเงินผิดปกติสองสาย รวมมูลค่าราว 92 ล้านบาท สายแรกคือใบอนุโมทนาบัตรที่ออกให้ผู้เช่าบูชาวัตถุมงคล 22 รายการ มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท สายที่สองคือใบอนุโมทนาบัตรที่อ้างว่าเก็บไว้บำรุงวัด มูลค่า 89 ล้านบาท แต่เมื่อตรวจสอบบัญชีวัดจริงกลับไม่พบเงินจำนวนนี้เข้าระบบแต่อย่างใด
ข้อหาที่ทั้งคู่ต้องเผชิญไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 และสมคบกันฟอกเงิน ส่วนสีกาเอ๋ถูกตั้งข้อหาสนับสนุนการกระทำผิดในทุกข้อดังกล่าว ทั้งสองถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 10 กันยายน สอบปากคำข้ามคืน ก่อนศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 จังหวัดสระบุรี มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูงและเกรงจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
ตัวเลขทรัพย์สินที่ถูกอายัดพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดในเวลาไม่กี่วัน จากการแถลงข่าวครั้งแรกที่ระบุยอดยึดทรัพย์ 215 ล้านบาท ทั้งเงินสด ทองคำแท่งที่พบในกุฏิ และเงินฝากในบัญชีอีกกว่า 290 ล้านบาท รวมถึงทรัพย์สินในบ้านของสีกาเอ๋ ก่อนจะขยายผลต่อเนื่องจนยอดรวมล่าสุดทะลุ 720 ล้านบาท และตำรวจยังเชื่อว่าอาจมีบุคคลเกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1-2 ราย ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
มูลนิธิบังหน้า สูตรสำเร็จที่ลอกมาจากคดีก่อนหน้า
จุดที่ทำให้คดีนี้ต่างจากคดียักยอกเงินวัดทั่วไปคือการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเมื่อต้นปี 2569 (แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาติอย่างถูกต้องตามกฏหมาย) ซึ่งตำรวจตั้งข้อสังเกตว่ามีรูปแบบการดำเนินงานคล้ายคลึงกับคดีวัดพระบาทน้ำพุ ที่เคยเป็นข่าวใหญ่มาก่อน ถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่สืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า จังหวะเวลาที่ตั้งมูลนิธินี้เกิดขึ้นไม่นานหลังตำรวจแถลงข่าวคดีวัดพระบาทน้ำพุ อาจเป็นไปได้ว่าสมีโชติติดตามข่าวแล้วเกิดความกังวล จึงหาช่องทางใหม่มารองรับเงิน โดยหวังให้ตัวเองดูโปร่งใสมากขึ้นก่อนที่จะถูกตรวจสอบ
รูปแบบที่ตำรวจพบคือการใช้มูลนิธิเป็นบัญชีกลางรับโอนเงินจากการทำบุญ ก่อนจะเบิกถ่ายเงินจากมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวเป็นทอด ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคคลาสสิกของการฟอกเงินผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไร เพราะมูลนิธิศาสนาแทบไม่ถูกจับตาเท่าธุรกิจทั่วไป และการเคลื่อนไหวเงินสดจำนวนมากในนามการกุศลมักไม่กระตุ้นระบบรายงานธุรกรรมต้องสงสัยเหมือนภาคธุรกิจ
รายละเอียดที่ตอกย้ำความผิดปกติคือ วัดแห่งนี้ติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบบริเวณกว่า 60 ตัว และเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมตรวจสอบภาพกล้องอย่างต่อเนื่องราวกับหวาดระแวง ยิ่งตอกย้ำว่ารู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่ต้องปกปิด ขณะเดียวกันก็มีความสับสนในสังคมออนไลน์ระหว่างชื่อวัดพุทไธศวรรย์กับชื่อมูลนิธิที่สะกดคล้ายกัน จนทางวัดต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นคนละนิติบุคคลกัน เพื่อรักษาความศรัทธาของวัดเอาไว้ไม่ให้ถูกเหมารวม และข้อมูลภาคสนามก็ยืนยันว่าศรัทธาต่อตัววัดยังไม่สั่นคลอนมากนัก ประชาชนยังคงเดินทางเข้าวัดเช่าบูชาวัตถุมงคลตามปกติ สะท้อนว่าเศรษฐกิจความเชื่อยังแข็งแรงมาก แม้ผู้บริหารวัดจะพัวพันคดีอาญาร้ายแรง
ไม่ใช่เคสแรก และคงไม่ใช่เคสสุดท้าย
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายกว่าคดีเดี่ยว ๆ คือรูปแบบเดียวกันนี้ปรากฏซ้ำในวงการสงฆ์ไทยติดต่อกันหลายคดีในช่วงไม่ถึงสองปี คดี "สีกากอล์ฟ สีกาเก็น" ที่เพิ่งสะเทือนวงการก่อนหน้านี้ เป็นกรณีหญิงสาวใกล้ชิดพระสงฆ์หลายรูป ครอบครองภาพและวิดีโอส่วนตัวกว่า 80,000 ไฟล์ ใช้เป็นเครื่องมือกดดัน มีเงินหมุนเวียนผ่านหลายวัดในช่วงสามปีสูงถึง 385 ล้านบาท ก่อนถูกถอนออกจนเกือบหมดบัญชี เหลือเงินเพียงหลักพันบาท ส่วนใหญ่สูญไปกับการพนันออนไลน์ที่เดิมพันครั้งละสูงสุดถึง 5 แสนบาท คดีนี้ทำให้พระชั้นผู้ใหญ่ต้องลาสิกขากว่า 13 รูป และหลายรายถูกดำเนินคดียักยอกเงินวัด
ส่วนคดีวัดพระบาทน้ำพุ ที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น "ต้นแบบ"
ของการฟอกเงินผ่านมูลนิธิศาสนา มีรายงานว่ายอดทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบและยึดคืนสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท กลายเป็นบทเรียนที่แทนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ กลับถูกผู้กระทำผิดรายใหม่นำไปศึกษาแล้วปรับใช้ซ้ำเรียงไทม์ไลน์ดูจะเห็นภาพชัดเจน ปี 2564 ช่องทางดิจิทัลถูกทดลองใช้ผ่านเหรียญคริปโตทำบุญ ก่อนปี 2569 ช่องทางกายภาพผ่านวัตถุมงคลและใบอนุโมทนาบัตรถูกใช้ซ้ำในคดีสีกากอล์ฟ และล่าสุดในคดีสมีโชติ ต่างรูปแบบ ต่างเทคโนโลยี แต่ใช้ช่องโหว่เดียวกันทั้งหมด นั่นคือธุรกรรมที่สวมเสื้อคลุม "บุญ"
แทบไม่ต้องผ่านการตรวจสอบใด ๆ เลยทำไมการสอบสวนถึงต้องระวังเป็นพิเศษ
ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีสมีโชติเปิดเผยตรง ๆ ว่าเหตุผลหนึ่งที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงในช่วงแรกทำได้ยาก เป็นเพราะวัดแห่งนี้มีผู้ศรัทธาเหนียวแน่นครอบคลุมแทบทุกระดับของสังคม ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร และตำรวจ จึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนจะเข้าตรวจค้น
ซึ่งจุดนี้ต้องแยกให้ชัดเพื่อความเป็นธรรม การที่บุคคลระดับสูงในสังคมเป็นผู้ศรัทธาหรือเคยเช่าบูชาวัตถุมงคลจากวัดแห่งนี้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลเหล่านั้นมีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำความผิดทางอาญาแต่อย่างใด จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาบุคคลภายนอกวัดแม้แต่รายเดียว สิ่งที่น่าสนใจในเชิงโครงสร้างคือ ยิ่งเครือข่ายผู้ศรัทธาของสถาบันศาสนาแห่งหนึ่งกว้างและมีอิทธิพลมากเท่าไร ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้หน่วยงานรัฐต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกับแรงกดดันทางสังคมมากขึ้นเท่านั้น และนี่คือจุดอ่อนเชิงระบบที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือกลไกที่ทำให้สถาบันศาสนาขนาดใหญ่กลายเป็นจุดบอดที่ตรวจสอบยากกว่าภาคธุรกิจทั่วไปโดยธรรมชาติ
ปีแห่งการไล่ล่าทุนเทา แต่ลืมประตูบานหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้ช่องโหว่นี้ดูขัดแย้งมากขึ้นไปอีก คือปี 2569 เป็นปีที่หน่วยงานการเงินไทยเดินหน้าปิดช่องทุนเทาอย่างเข้มข้นที่สุดปีหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยภายใต้ผู้ว่าการคนปัจจุบันทยอยออกมาตรการต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เริ่มจากการกำกับธุรกรรมทองคำตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ กำหนดให้การถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวันต่อแพลตฟอร์มต้องรายงาน ตามด้วยการจำกัดวงเงินซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์มในเดือนมีนาคม และการคุมเข้มการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทตั้งแต่เดือนเมษายน
ฟากตลาดทุน ก.ล.ต. ออกมาตรการ 5 ข้อสกัดทุนเทาและบัญชีม้าในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ตั้งแต่การยกระดับการรู้จักตัวตนลูกค้าอย่างเข้มข้น การรายงานธุรกรรมต้องสงสัยต่อ ปปง. ไปจนถึงการผนึกกำลังหลายหน่วยงานปิดแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย และล่าสุดยังออกแนวปฏิบัติใหม่เรื่องการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังเดินหน้าประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินร่วมกับ 6 หน่วยงานหลัก ทั้งกระทรวงการคลัง ธปท. ปปง. ก.ล.ต. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ
มาตรการทั้งหมดนี้ล้วนพุ่งเป้าไปที่ทองคำ บัญชีม้า และธุรกรรมในตลาดทุน แต่ยังไม่มีมาตรการใดแตะเส้นทางเงินบริจาควัด เงินทำบุญผ่านมูลนิธิศาสนา หรือการซื้อขายวัตถุมงคลโดยตรงแม้แต่ข้อเดียว ทั้งที่คดีสมีโชติซึ่งเกิดขึ้นในปีเดียวกันนี้เอง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเส้นทางนี้สามารถรองรับเงินได้หลักร้อยล้านถึงเกือบพันล้านบาทโดยแทบไม่มีระบบใดจับสัญญาณได้เลยจนกว่าจะมีผู้แจ้งเบาะแสด้วยตัวเอง แม้แต่สื่อสายเศรษฐกิจเองก็เริ่มตั้งคำถามตรง ๆ ว่า ธปท. ควรต้องสร้างคอขวดสำหรับเงินสดบริจาควัดเชื่อมกับ ปปง. เช่นเดียวกับที่ทำกับทองคำและเงินสดก้อนใหญ่หรือไม่
ผลกระทบที่มองไม่เห็นในบัญชีรายรับรายจ่าย
ผลกระทบของช่องโหว่นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เม็ดเงินที่หายไปจากวัดใดวัดหนึ่ง แต่กระทบเป็นวงกว้างใน 3 มิติ
มิติแรก ความน่าเชื่อถือของโมเดลการเงินที่อ้างอิงศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเหรียญดิจิทัลเพื่อการกุศลแบบสมเด็จคอยน์ในอดีต หรือแพลตฟอร์มระดมทุนทำบุญออนไลน์ที่กำลังเติบโตในปัจจุบัน ทุกครั้งที่มีคดีลักษณะนี้ถูกเปิดโปง ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายจริงจะถูกเหมารวมและถูกมองด้วยความระแวงไปด้วย กลายเป็นต้นทุนความน่าเชื่อถือที่ภาคเอกชนสุจริตต้องแบกรับแทน
มิติที่สอง ผลต่อภาพลักษณ์การกำกับดูแลทางการเงินของประเทศ ในจังหวะที่หน่วยงานกำกับดูแลไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานต่อต้านการฟอกเงินให้ทันมาตรฐานสากล การปล่อยให้มีช่องทางขนาดใหญ่ที่ไม่ถูกตรวจสอบเลยอย่างเป็นระบบ ย่อมเป็นจุดอ่อนที่อาจถูกหยิบยกในการประเมินระดับนานาชาติ และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบการเงินไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ
มิติที่สาม ผลต่อเศรษฐกิจสีเทาในภาพรวม เมื่อหน่วยงานรัฐทุ่มทรัพยากรปิดช่องทองคำ ปิดช่องบัญชีม้า ปิดช่องธุรกรรมเงินสดก้อนใหญ่ในภาคธุรกิจ แต่เงินสีเทายังหาทางไหลผ่านช่องที่เหลืออยู่ได้เสมอ หลักการพื้นฐานของการป้องกันการฟอกเงินคือต้องปิดทุกช่องพร้อมกัน เพราะการปิดเพียงจุดเดียวมีผลแค่ผลักดันให้เงินผิดกฎหมายเปลี่ยนเส้นทางไปยังช่องที่ยังเปิดอยู่เท่านั้น และตอนนี้ช่องที่เปิดกว้างที่สุดช่องหนึ่งคือสถาบันศาสนา
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ก่อนจะมีคดีถัดไป
หากบทเรียนจากวัดพระบาทน้ำพุถูกนำไปใช้ซ้ำในคดีสมีโชติได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่รูปแบบนี้จะไม่ถูกนำไปใช้ซ้ำอีกในวัดถัดไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องการตอนนี้ไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลังเกิดเหตุ แต่คือการวางโครงสร้างกำกับดูแลเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งควรครอบคลุมอย่างน้อยดังนี้
หนึ่ง ก.ล.ต. ควรทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อ้างว่า "แจกฟรี" แต่ซื้อขายแลกเปลี่ยนมีมูลค่าจริงในตลาด ไม่ให้คำว่า"ให้เปล่าเพื่อการกุศล"กลายเป็นข้อยกเว้นอัตโนมัติจากการกำกับดูแล เพราะบทเรียนจากสมเด็จคอยน์ชี้ชัดแล้วว่าช่องว่างนี้มีอยู่จริงและถูกใช้ประโยชน์ได้
สอง ปปง. ควรพิจารณาบรรจุมูลนิธิศาสนาและองค์กรรับบริจาคขนาดใหญ่ที่มีเงินหมุนเวียนเกินเกณฑ์ที่กำหนด เข้าเป็นกลุ่มผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรมตามกฎหมายฟอกเงิน เช่นเดียวกับที่มีการกำหนดให้ผู้ค้าอัญมณีและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ต้องรายงานธุรกรรมต้องสงสัยอยู่แล้วในปัจจุบัน
สาม ธปท. ซึ่งปีนี้แสดงความเป็นหัวหอกอุดช่องทุนเทาผ่านมาตรการทองคำและเงินสดมาโดยตลอด ควรขยายกรอบการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดก้อนใหญ่ให้ครอบคลุมบัญชีวัดและมูลนิธิศาสนาที่มีเงินเข้าออกผิดปกติจากรายรับปกติของกิจกรรมทางศาสนา
สี่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรผลักดันให้วัดและมูลนิธิในสังกัดที่มีรายรับเกินเกณฑ์ที่กำหนด ต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานและเปิดเผยต่อสาธารณะ พร้อมแยกอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายออกจากดุลพินิจของเจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว ผ่านระบบคณะกรรมการวัด นิติบุคคล หน่วยงานรัฐที่มีการคานอำนาจระหว่างกัน ร่วมตรวจสอบถ่วงดุล
ห้า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายควรเปลี่ยนจากการสืบสวนแบบตั้งรับหลังมีผู้แจ้งเบาะแส มาเป็นการสำรวจเชิงรุกทั่วประเทศ โดยใช้รูปแบบร่วมของคดีวัดพระบาทน้ำพุและคดี "สมีโชติ" เป็นแม่แบบสัญญาณเตือนภัย เช่น การตั้งมูลนิธิใหม่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกระแสข่าวคดีอื้อฉาวในวงการสงฆ์ หรือเงินหมุนเวียนของวัดที่เติบโตผิดปกติเทียบกับขนาดชุมชนที่ตั้งอยู่
ปี 2564 ก.ล.ต. เคยบอกกับสังคมไทยว่า "สมเด็จคอยน์" ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต เพราะมันแจกฟรี ห้าปีให้หลัง สังคมไทยได้คำตอบแล้วว่าช่องว่างเล็ก ๆ ตรงนั้นไม่เคยหายไปไหน มันแค่รอวันถูกใช้ซ้ำในรูปแบบที่จับต้องได้มากขึ้น จากโค้ดในเหรียญดิจิทัลกลายเป็นทองคำแท่งในกุฏิ จากคำเตือนบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. กลายเป็นหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ และจากยอดเหรียญ 66 ล้านหน่วย กลายเป็นยอดทรัพย์สินที่ยึดได้ 720 ล้านบาท คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนจะมีคดีถัดไป ไม่ใช่ว่าใครผิดใครถูกในคดีนี้ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่คือประเทศไทยจะยอมปล่อยให้ "ศรัทธา" เป็นช่องทางเดียวที่ไม่มีใครกล้าวางระบบตรวจสอบต่อไปอีกนานแค่ไหน
"พระเครื่อง" คืออาณาจักรแสนล้านเครื่องมือฟอกเงินชั้นดี ที่เชื่อมโยงทุกองคาพยพ
คดีของสมีโชติสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า วัดที่มีชื่อเสียงระดับประเทศได้กลายเป็น "เขตปลอดภาษี" และ "ดินแดนลี้ลับ" สำหรับหน่วยงานรัฐ วัตถุมงคลตั้งแต่ยุคจตุคามรามเทพจนถึงเหรียญเกจิอาจารย์ชื่อดัง มีเงินหมุนเวียนในระบบนับแสนล้านบาทต่อปีโดยปราศจากการตรวจสอบร่องรอยกระบวนการฟอกเงินผ่านพระเครื่องถูกเซ็ตระบบไว้อย่างแยบยล เริ่มตั้งแต่การนำเงินสกปรกจากธุรกิจมืดมากระจายผ่านบัญชีม้า ถอนเป็นเงินสดเพื่อตัดตอนเส้นทางเงินของ ปปง. แล้วนำไปกว้านซื้อพระเครื่องยอดนิยม เมื่อเงินสดถูกแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินที่พกพาง่าย กลุ่มนายทุนและนักการเมืองจะดึง "เซียนพระ" เข้ามาปั่นราคา ประเมินมูลค่าเทียมจากหลักหมื่นให้แตะหลักสิบล้าน ก่อนจัดฉากประมูลซื้อขายวนเวียนในกลุ่มหน้าม้า ท้ายที่สุด เงินบาปเหล่านั้นจะไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารอย่างสง่างามในคราบ "รายได้จากการปล่อยเช่าพระ" กลายเป็นเงินสะอาดที่ใช้ซื้อสถานะทางสังคม สร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ข้าราชการระดับสูงสุดไปจนถึงเจ้าสัวมหาเศรษฐี โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถามถึงที่มา "สมเด็จคอยน์"
หมายเหตุ : คดีที่กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ต้องหาทุกรายยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ถลกหนังเส้นทางเงินบุญ เปิดเส้นทางฟอกเงินผ่านวัด อาณาจักรหนีภาษีแสนล้าน เชื่อมโยงทุกองคาพยพ


