แม้ล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมาสยบดรามากรณีมหาวิทยาลัยขู่ไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบเพราะ กยศ. โอนเงินล่าช้า พร้อมกางตัวเลขรัฐบาลอัดฉีดงบปี 2570 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แต่นั่นเป็นเพียงการ “โยนเนื้อเข้าปากเสือ” เพื่อซื้อเวลา เพราะหากโครงสร้างอันบิดเบี้ยวยังไม่ถูกผ่าตัด หายนะของกองทุนระดับหมื่นล้านก็เพียงรอเวลาปะทุรอบใหม่
เหยื่อที่แท้จริงจากความล้มเหลวนี้ไม่ได้มีแค่นักศึกษาที่เสี่ยงหลุดจากระบบ แต่คือประชาชน “ผู้เสียภาษีทั้งประเทศ” ที่ถูกมัดมือชกให้ต้องมาควักกระเป๋าจ่ายอุดหนุนความมักง่ายของการเมืองและระบบการศึกษาไทย
เจาะลึกรากเหง้า: พิษร้ายการเมืองประชานิยม
หากเจาะลึกถึงรากเหง้าปัญหากองทุนกยศ.แล้ว ไม่น่าแปลกใจที่ กยศ. จะตกอยู่ในสภาพร่อแร่ นั่นเพราะกองทุนนี้ถูกแปลงสภาพให้กลายเป็น “ตั๋วแลกเงินทางการเมือง” บรรดานักการเมืองและผู้มีอำนาจต่างสลับหน้ากันเข้ามาใช้นโยบายหาเสียงที่เน้น “ลด แลก แจก แถม” หั่นเบี้ยปรับและลดดอกเบี้ยสุดโต่ง เพียงเพื่อซื้อใจฐานเสียงคนรุ่นใหม่และผู้ปกครองในช่วงฤดูเลือกตั้ง
การแทรกแซงทางการเมืองเพื่อหวังคะแนนเสียงระยะสั้นนี้ ได้สร้างภาวะ “Moral Hazard” หรือความเสื่อมทรามทางจริยธรรมที่กัดกินกองทุนอย่างรุนแรง มันส่งสัญญาณอันตรายให้ลูกหนี้รู้สึกว่า "ไม่จ่ายก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐก็หาทางอุ้ม" ผลลัพธ์คือการพังทลายของกระแสเงินสด จนกองทุนต้องแบกภาระหนี้เสียระดับมหาศาล และเมื่อเงินขาดมือ กองทุนก็วนกลับมาสู่การแบมือขอใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปอุดหนุนในทุกๆ ปี กลายเป็นการปล้นคนมีวินัยไปอุ้มคนเบี้ยวหนี้อย่างชอบธรรม
วงจรอุบาทว์แห่งการ “ปะผุ”
หากกางแฟ้มประวัติศาสตร์การแก้ไขปัญหา กยศ. จะพบความจริงที่น่าระอาใจว่า นี่ไม่ใช่ความไร้เดียงสาในการบริหาร แต่คือ “ความจงใจ” ที่จะหลีกเลี่ยงการผ่าตัดโครงสร้างอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุผลทางการเมืองและผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกของเครือข่ายอุปถัมภ์ ดังนี้
หนึ่ง การดึงมหาวิทยาลัยมาร่วมค้ำประกันความเสี่ยง: “สัมปทาน” ที่ไม่มีนักการเมืองคนไหนกล้าแตะ
แนวคิดเรื่องมหาวิทยาลัยต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหนี้เสียหากผลิตบัณฑิตตกงาน ถูกนำเสนอมานับสิบปีโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา แต่แนวคิดนี้ถูก “เตะถ่วง” และปัดตกทุกครั้งเมื่อเรื่องเสนอถึงฝ่ายการเมือง
เครือข่ายผลประโยชน์อุดมศึกษา: มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งเอกชนและสถาบันระดับภูมิภาค ดำรงอยู่ได้ด้วย “เงินค่าเทอมจาก กยศ.” เป็นเส้นเลือดใหญ่ หากรัฐบาลออกกฎให้สถาบันเหล่านี้ต้องแบกรับ NPL ร่วมด้วย มหาวิทยาลัยนับร้อยแห่งอาจถึงขั้นล้มละลาย
อำนาจล็อบบี้: ผู้บริหารสถาบันการศึกษาเหล่านี้มีเครือข่ายคอนเนกชันทางการเมืองที่เหนียวแน่น การออกกฎหมายที่ไปทุบหม้อข้าว “เสือนอนกิน” จึงเป็นเรื่องที่นักการเมืองมองว่าได้ไม่คุ้มเสีย รัฐบาลทุกยุคจึงเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด คือปล่อยให้กระทรวงการคลัง (ผ่าน กยศ.) รับเคราะห์ไปแต่เพียงผู้เดียว และเอาภาษีประชาชนมาจ่ายชดเชยแทน
สอง มืออาชีพและการตั้ง KPI ชี้เป็นชี้ตาย: แดนสนธยาที่ข้าราชการไม่ยอมปล่อย
ทำไมเราถึงไม่เคยเห็น CEO ระดับ Turnaround Manager จากภาคเอกชน หรือนักการเงินเขี้ยวลากดินเข้ามานั่งแท่นแก้ปัญหา กยศ.?
บอร์ดราชการหวงอำนาจ: โครงสร้าง พ.ร.บ. กองทุนฯ ถูกล็อกสเปกให้ข้าราชการประจำระดับปลัดกระทรวงนั่งเป็นบอร์ดบริหาร สิ่งที่ข้าราชการถนัดที่สุดไม่ใช่การทำกำไรหรือบริหารความเสี่ยง แต่คือ “การทำตามระเบียบ” และ “หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด”
กยศ. คือเครื่องมือหาเสียง (Populist ATM): ถ้านำมืออาชีพเข้ามาบริหารและผูก KPI กับการรอดพ้นวิกฤตการเงิน ผู้บริหารมืออาชีพย่อมต้องอนุมัติเงินกู้อย่างเข้มงวด และทวงหนี้อย่างจริงจัง ซึ่งจะไปขัดขากับ “นักการเมือง” ที่มักใช้ กยศ. เป็นเครื่องมือหาเสียงประชานิยม เช่น การประกาศพักหนี้ หรือลดดอกเบี้ยกระหน่ำในช่วงใกล้เลือกตั้ง การปล่อยให้ กยศ. อ่อนแอและต้องพึ่งพางบประมาณรัฐ จึงเป็นสภาพที่ฝ่ายการเมืองควบคุมได้ง่ายกว่า
เมื่อไม่มีการแก้ปัญหาที่แก่นกลาง สิ่งที่สังคมไทย ประชาชนผู้เสียภาษี ต้องทนดูมาตลอดกว่าทศวรรษจึงมีแค่วงจรอุบาทว์ 4 สเตป นั่นคือ
· สเตป 1 ลูกหนี้เบี้ยวหนี้: ระบบจัดเก็บหนี้หละหลวม ตามเงินไม่ได้ รัฐเลือกวิธีประจานและโทษเด็กว่าขาดจิตสำนึก
· สเตป 2 กองทุนถังแตก: ข้าราชการโอดครวญว่าเงินหมด ขู่กลายๆ ว่าเด็กใหม่จะไม่มีเงินเรียนเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม
· สเตป 3 ชงของบสภาฯ: ฝ่ายการเมืองเล่นละครด่าทอกันพอเป็นพิธี ก่อนจะอนุมัติเงินภาษีหลักพันล้านหมื่นล้านบาทไปอุดรอยรั่ว
· สเตป 4 ออกโปรโมชันหาเสียง: ฝ่ายการเมืองแก้กฎหมายเอาใจฐานเสียง โหวตเตอร์ได้ประโยชน์ นักการเมืองได้หน้า แล้วระบบก็วนกลับไปสู่สเตปที่ 1 ใหม่ ซ้ำรอยเดิมไม่รู้จบ
“บอร์ดตรายาง” ไม่ต้องรับผิดชอบ
คำให้สัมภาษณ์ของนายภราดร ที่ออกมายอมรับว่า จากจำนวนผู้กู้ 3.6 ล้านคน มี “ลูกหนี้ดี” เพียง 1 ล้านคน ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ถูกหักเงินเดือนอัตโนมัติแบบตามน้ำ ส่วนอีก 2.6 ล้านคน หรือกว่า 60% คือกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้ ถือเป็นการ "เปลือยความล้มเหลว" ของฝ่ายบริหาร กยศ. ชนิดล่อนจ้อน
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ กองทุนระดับหมื่นล้านแห่งนี้ กลับเป็นกองทุน “ตาบอด” ไม่รู้ข้อมูลพื้นฐานเลยว่า ในจำนวน 2.6 ล้านคนนี้ ใครคือกลุ่มว่างงานที่ควรละเว้น คือไม่รีดเลือดกับปู และใครคือกลุ่มที่มีรายได้แล้วแต่จงใจเบี้ยวหนี้
นี่คือภาพสะท้อนความล้มเหลวในระบบการบริหารจัดการกองทุนถึงขั้นสุด นั่นเป็นเพราะว่า
· ไร้ Data Analytics ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม: การที่ กยศ. ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้กู้มีเงินหมุนเวียนในบัญชีหรือไม่ คือใบเสร็จยืนยันว่าบอร์ดบริหารที่นำโดย "ปลัดกระทรวงการคลัง" และองค์ประกอบของบอร์ดที่มาจากข้าราชการประจำนั่งแท่นบริหารตามตำแหน่งขาดวิสัยทัศน์ คนกลุ่มนี้เติบโตมาด้วยชุดความคิดแบบ "เซฟตัวเอง-ยึดระเบียบ" เมื่อเผชิญกับคำสั่งประชานิยมจากฝ่ายการเมือง จึงเลือกที่จะประทับตราอนุมัติเพื่อรักษาเก้าอี้ มากกว่าจะกล้าหักดิบเพื่อรักษาวินัยการเงิน กลายเป็น “บอร์ดตรายาง” มากกว่าจะเป็นผู้บริหารความเสี่ยง
· ขาด KPI - ไร้ระบบเลิกจ้าง: หากองค์กร กยศ.มี CEO มืออาชีพจากภาคเอกชน แค่บริหารจัดการตามเก็บหนี้จากกลุ่มที่ “มีเงินแต่เบี้ยวหนี้” ให้ได้เพียง 30-40% รัฐบาลก็แทบไม่ต้องควักภาษีมาอุดหนุนเลยแม้แต่บาทเดียว แต่เพราะโครงสร้างของบอร์ด กยศ. มาจากข้าราชการ เมื่อไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จแบบชี้เป็นชี้ตาย ถึงบริหารจนหนี้เสียล้นทะลักก็ไม่มีใครต้องถูกไล่ออกหรือออกมารับผิดชอบ
· ปัจจุบัน นางสาวพิมพ์เพ็ญ ลัดพลี ซึ่งย้ายสายมาจาก "ภาคข้าราชการ" โดยตรง (เคยดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) ได้รับการแต่งตั้งผู้จัดการกองทุน กยศ.คนใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
มัดตราสัง “เสือนอนกิน” หยุดปั๊มบัณฑิตขยะ
ความวิบัติที่สุดของกยศ.คือการทำงานแยกส่วนกัน กระทรวงการคลังหาเงิน กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ผลาญเงิน นายภราดรได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ในกรณีทุจริต “นักศึกษาผี” สวมสิทธิกู้ยืม โดยชี้เป้าชัดเจนว่า “คนอนุมัติก็คือมหาวิทยาลัย ที่ปล่อยให้มีการสวมสิทธิ”
ทำไมถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น? นั่นเพราะอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบ มหาวิทยาลัยหลายแห่งทำตัวเป็น "เสือนอนกิน" มีอำนาจคัดกรองและรับเงินค่าเทอมจากรัฐไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับทิ้งภาระไว้ให้สังคม เมื่อเกิดการทุจริต หรือเมื่อมหาวิทยาลัยปั๊มบัณฑิตขยะที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการออกมาจนเตะฝุ่น สถาบันเหล่านี้กลับลอยตัวหนีปัญหา โยนปัญหาหนี้เสีย (NPL) ทั้งหมดให้รัฐบาลและ กยศ. เป็นผู้แบกรับแต่เพียงผู้เดียว
ยุทธศาสตร์ “ผ่าตัดใหญ่”
การกอบกู้ กยศ. ให้หลุดพ้นจากหลุมดำ ต้องอาศัยความกล้าหาญทางการเมืองเพื่อรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนผ่านจากตู้เอทีเอ็มทางการเมือง สู่เครื่องยนต์สร้างทุนมนุษย์ ดังนี้
· Smart Lending (ชี้นำทิศทางการศึกษา): เลิกแจกเงินแบบเหวี่ยงแห หั่นโควตากู้ยืมในสาขาที่ล้นตลาดอย่างเด็ดขาด และเทงบประมาณสนับสนุนสาขาที่เป็นยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ เทคโนโลยี, นวัตกรรม, การแพทย์ รวมถึงเปิดกว้างปล่อยกู้หนุนการอัปสกิล ระยะสั้นสำหรับคนวัยทำงาน
· ลากมหาวิทยาลัยมาร่วมค้ำประกัน: นำมาตรฐานโลกมาใช้ หากสถาบันใดปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตสวมสิทธิ หรือผลิตบัณฑิตตกงานจนมีสัดส่วน NPL สูงเกินเกณฑ์ จะต้องถูกแบล็กลิสต์ หักเงินสนับสนุน หรือตัดสิทธิ์การเข้าร่วมกองทุนทันที
· ฝังชิป ICL (Income-Contingent Loan) 100%: อุดช่องโหว่ความไร้ประสิทธิภาพที่รัฐไม่รู้สถานะรายได้ลูกหนี้ ด้วยการเชื่อมข้อมูลกับกรมสรรพากรและประกันสังคมแบบเบ็ดเสร็จ ดึงโมเดล HECS-HELP ของออสเตรเลียมาปรับใช้ ระบบต้องหักหนี้ตามสัดส่วนรายได้ผ่านสรรพากรอัตโนมัติ หากตกงานหรือรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ระบบต้องสั่งพักหนี้ทันทีโดยไม่สร้างภาระเบี้ยปรับ
การปฏิรูปกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ถือเป็นบทพิสูจน์ผลงานทางการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน หากผู้นำยังคงขี้ขลาด ไม่กล้าชนกับเครือข่ายผลประโยชน์ เลือกที่จะอุ้มมหาวิทยาลัยและใช้ กยศ. เป็นเครื่องมือหว่านประชานิยมต่อไป ระเบิดเวลาลูกนี้จะไม่ได้ทำลายแค่สถานะทางการคลังของประเทศ แต่มันจะบดขยี้คุณภาพทุนมนุษย์ของชาติให้พังพินาศไปอีกหลายเจเนอเรชัน.


