คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
พระตำรับโหราศาสตร์กล่าวไว้ว่า หากดาวพระเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งก็ตาม โคจรมาเป็นโทษแก่ดวงชะตาผู้ใด เช่น เป็นกาลกรรณีจะมาทับลักษณ์ทับจันทร์ ในทำนองที่เรียกว่าต้องฆาฏ หรือพระเคราะห์ที่เป็นทุกข์โทษเข้ามาเสวยอายุ รวมถึงเข้ามาแทรกตามตำรามหาทักษาพยากรณ์ ซึ่งหากจะกล่าวตามความเข้าใจของผู้คนโดยทั่วไปก็คือดวงตก ก็มักจะทำให้เจ้าชะตานั้นบังเกิดทุกข์ ประสบอุปสรรค พลาดหวัง เกิดความขัดข้องบางประการ รวมถึงอาจเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ทั้งยังอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นตามวิสัยของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป เมื่อรู้ว่าตัวว่าจะมีทุกข์โทษที่เป็นอันตรายแก่ตน ก็ย่อมจะต้องแสวงหาหนทาง และวิธีการที่จะสามารถช่วยปัดเป่าเภทภัยร้ายทั้งหลายให้ผ่านพ้นหมดสิ้นไป
พุทธศาสนิกชนทั่วไปย่อมทราบกันดีอยู่แล้วว่า สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่จะเป็นที่พึ่งพิงได้ ในยามทุกข์คงไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐไปกว่าคุณของพระศรีรัตนตรัยไปได้ ซึ่งก็คือคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า ด้วยเหตุนี้โหราจารย์ปราชญ์ผู้รอบรู้ถึงวิถีแห่งพรหมลิขิต จึงได้บัญญัติจัดวางตำรับตำราสำหรับการแก้ไขเคราะห์ภัยร้ายเหล่านั้นขึ้น โดยได้ยึดถืออาศัยคุณแห่งพระรัตนตรัยเป็นเครื่องช่วยปัดเป่า เช่น การทำบุญกุศล นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์สวดพระปริตร จัดพิธีประกอบยัญญกิจบวงสรวงเทวดา ขอให้ช่วยบันดาลให้เกิดแต่ผลที่ดีด้วยเทวานุภาพ ซึ่งคติความเชื่อทางโหราศาสตร์ จะถือว่าดาวพระเคราะห์ทุกดวงนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเทพเทวดาทั้งสิ้น ทางพุทธศาสนาเองก็ยังมีการกล่าวถึงเรื่องของเทวดาไว้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจากความเชื่อดังกล่าวนี้ เมื่อปรารถนาที่จะให้เทวดาพระเคราะห์ช่วยปัดเป่าเคราะห์ภัยร้ายให้ จึงได้เกิดการพิธีสวดนพเคราะห์ขึ้น
พิธีเจริญพระพุทธมนต์นพเคราะห์ ถือเป็นพิธีที่ได้กระทำสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ และไสยเวทย์วิทยาคมได้เคยอธิบายไว้ในตำราโหราศาสตร์ว่า ตามหลักโหราศาสตร์ไทยชีวิตของคนเรานั้น จะมีเทวดานพเคราะห์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเสวยอายุของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตาย โดยดาวพระเคราะห์หรือเทวดานพเคราะห์เหล่านี้ จะมีความสัมพันธ์ในฐานะที่อาจเป็นได้ทั้งคู่มิตรและคู่ศัตรู ที่จะทำให้บุคคลหรือเจ้าชะตามีทั้งความสุข ความเจริญ มีโชคมีลาภ โดยที่มิได้คาดคิดมาก่อน หรืออาจจะประสบกับอุปสรรคขวากหนามในชีวิต พลาดหวังกับสิ่งที่ปรารถนา รวมถึงอาจประสบเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจึงมีการจัดพิธีบูชานพเคราะห์ขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งนิยมทำกันทั้งในทางราชการรวมถึงส่วนบุคคลด้วย
ในอดีตพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์มักจะกระทำกันเมื่อบุคคลนั้นมีอายุครบ ๖๐ ปี ที่เรียกว่าทำบุญครบ ๕ รอบ หรือ “แซยิด” วิธีปฏิบัติคือจะต้องนำวันเดือนปีเกิด พร้อมกับเวลาตกฟากไปให้โหรผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาฤกษ์ยามในการประกอบพิธี และอาบน้ำมนต์ตามแต่ละตำรับของแต่ละสำนัก ซึ่งมีอยู่อย่างหลากหลายตำรา แต่ในปัจจุบันก็มีผู้ที่มีอายุไม่ถึง ๕ รอบ นิยมเข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์นพเคราะห์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เพื่อถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่อดวงชาตาให้กับตนเอง โดยการจัดพิธีการนั้น มีทั้งพิธีทางฝ่ายพุทธ และฝ่ายพราหมณ์ที่ประกอบเข้าด้วยกัน มีการเจริญพระพุทธมนต์โดยคณะสงฆ์ สลับกับโหรกล่าวสรภัญญะคาถาอัญเชิญเทพยดานพเคราะห์ตามลำดับ ซึ่งการเจริญพระพุทธมนต์อันเนื่องด้วยการบูชานพเคราะห์ จะมีทั้งแบบที่นิยมทำกันทั่วไปคือ สวดพระปริตร ๑๒ ตำนาน และแบบนวัคคหายุสมธัมม์ที่นิยมทำกันในพระราชพิธีหลวง
สำหรับความเชื่อในเรื่องเทวดาว่าจะบันดาลให้เกิดได้ทั้งผลดีและผลร้ายนั้น ตำราพระเวทพิสดารของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ รถพระที่นั่งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยเหล่าพระราชโอรส และพระราชธิดาที่ทรงประทับอยู่ล่ม จึงทำให้บางพระองค์ได้รับบาดเจ็บ บางพระองค์ถึงกับสาหัส พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงโปรดให้มีพิธีการสังเวย และทำบุญบูชาเทวดาขึ้น มีละครฉลอง ทั้งนี้ยังมีพระราชหัตถเลขาถึงพระยามนตรีสุริวงษ์ และเจ้าหมื่นสรรเพธภักดีว่า “ตัวข้านี้คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อก็ดี ถึงจะไม่มีใครรัก ก็คงมีคนรักบ้าง เหมือนท่านผู้อื่น ลางบางทีว่าคนรักมากแล้ว ก็มีคนชังบ้างเหมือนกัน ฉันใด เมื่อจะว่าในการที่ไม่เป็นวิสัยมนุษย์แล้ว ถึงผีสางเทวดาที่ชังข้าก็จะมีรักข้าก็จะมีกระมัง ฤาใครมีบุญแล้วก็จะไม่มีแต่บุญไปทีเดียว จะมีบาปบ้าง ใครชะตาดีแล้วก็จะมีร้ายบ้าง ตัวข้าถึงจะมีบาปมากก็จะมีบุญบ้าง ชะตาไม่ดีแล้วก็จะมีที่ดีบ้างจึงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน อยู่ให้คนนั่งแช่งนอนแช่งมาหลายปี จนคนที่แช่งตายไปก่อนก็จะมี หัวล้านไปก่อนก็จะมี จะว่าเหตุทั้งนี้เพราะบุญผู้อื่นท่านทับ ผีสางเทวดาของท่านผู้อื่นมาตัดบังเหียนม้าเสีย บุญของข้าโต้อยู่ ผีสางเทวดาที่ยังรักข้าอยู่ก็ช่วยข้า ม้าจึงไม่วิ่งไป รถจึงมิได้ทับข้าแลลูกข้าให้เป็นอันตรายฤาเจ็บมากจนเสียราชการ ข้าจึงขอบใจเทวดาที่ช่วยข้าหนักหนา ได้ตั้งการสังเวยและทำบุญบูชามีละครฉลองเหตุนี้บังเกิดมีก็ไม่เป็นอันตรายอะไรแก่ข้านัก ข้าคิดว่าชะรอยเทวดาจะบันดาลพอให้เป็นเหตุให้ได้เห็นใจคนต่างๆ ใครจะซื่อตรงฤาลอกแลกคิดลึกๆตื้นๆ อย่างไรก็ได้รู้จักครั้งนี้ ให้เห็นใจขาว ใจดำ ใจขลาด ใจกล้าต่างๆ ข้าขอบใจเทวดาอารักษ์หนักหนาทีเดียว”
จากพระราชหัตถเลขาดังกล่าว สะท้อนได้ถึงความเชื่อถือในเรื่องเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือมนุษย์สามารถดลบันดาลได้ทั้งทุกข์ทั้งสุขแก่โลกของพระองค์ท่านได้เป็นอย่างดี ทั้งที่พระองค์นั้นทรงเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ปราดเปรื่องในศาสตร์หลากแขนง ทั้งด้านพุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ดาราศาสตร์ รวมถึงโหราศาสตร์ที่พระองค์ทรงแตกฉาน เป็นที่ยอมรับในแวดวงโหราจารย์ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทย ดังนั้นในทางโหราศาสตร์ที่ได้อธิบายถึงเมื่อยามใดก็ตามที่มีทุกข์ภัยเกิดขึ้น หรือเมื่อรับทราบคำพยากรณ์จากโหรผู้รู้อันเหลือกำลังที่มนุษย์ด้วยกันจะปัดเป่าให้หายไปได้ จึงควรที่จะทำบุญทำกุศล ทำบุญอายุ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์นพเคราะห์ หรือเข้าร่วมในพิธีสวดบูชานพเคราะห์ เพื่อให้ทุกข์โทษภัยความร้ายทั้งหลายนั้นกลับกลายเป็นเรื่องดีด้วยอำนาจเทวานุภาพแห่งเทวานพเคราะห์


