วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569

มังกรซ่อนเล็บ ซินเจนทา คว้า 100 ล้านจากคำสั่งศาลปกครองแบนพาราควอต

คำตัดสินของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เสมือนการปิดฉากมหากาพย์สงครามเคมีเกษตรอันยาวนานกว่าทศวรรษ คดีหมายเลขดำที่ ส. 12/2563 ที่บรรดายักษ์ใหญ่เคมีเกษตร นำโดย บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด จับมือกันฟ้องกระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิชาการเกษตร เพื่อหวังคว่ำประกาศแบน “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” สองสารพิษอันตรายที่เคยตกค้างในผักผลไม้ และสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน

ในมุมของการต่อสู้ทางนโยบายสาธารณะ ศาลปกครองกลางได้ตัดสินชัดเจนว่า การแบนสารพิษทั้งสองชนิด เป็นการใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายของภาครัฐ โดยยึดหลักการระวังไว้ก่อน เพื่อปกป้องชีวิต พัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ มนุษยชาติ และสิ่งแวดล้อม

แต่ทว่า... ท่ามกลาง ชัยชนะยกแรก ที่ภาคประชาชนและเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมยินดี กลับมี "ชนวนใหม่" แฝงอยู่ในคำพิพากษาท่อนถัดมาอย่างน่าตื่นตะลึง!

เมื่อศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการเกษตร ในส่วนที่บังคับให้เอกชนผู้ผลิตและนำเข้า ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บคืนและทำลายสารเคมีที่ค้างสต็อก โดยชี้ว่าเป็นการสร้างภาระแก่เอกชนเกินสมควร ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตร อาจต้องควักเอาเงินภาษีของประชาชนชดใช้คืนให้ยักษ์เคมีเกษตรสูงถึงประมาณ 116 ล้านบาท!

ถอดรหัสพยัคฆ์ซ่อนเล็บ: ซินเจนทา ยักษ์เคมีเกษตร และการรุกไล่ใต้ร่มเงา "ทุนจีน"

การที่ซินเจนทาลุกขึ้นมาท้าชกกับรัฐไทยในศาลจนได้ประเด็นเงินชดเชยร้อยล้านไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่เป็นผลลัพธ์จากศักยภาพของยักษ์เคมีเกษตรที่ไม่ธรรมดา

เดิมที ซินเจนทา (Syngenta) มีรากฐานเป็นยักษ์ใหญ่สวิส-ยุโรปที่ควบรวมธุรกิจอารักขาพืชและเมล็ดพันธุ์ระดับโลก ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2560 เมื่อ ChemChina (China National Chemical Corporation) รัฐวิสาหกิจเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีน ทุ่มเงินมหาศาลกว่า 4.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าเทกโอเวอร์กิจการซินเจนทาไปครอง การผสานเทคโนโลยีเกษตรล้ำสมัยของสวิตเซอร์แลนด์เข้ากับสายป่านและอำนาจรัฐทุนนิยมจากปักกิ่ง ทำให้ ซินเจนทา กรุ๊ป กลายเป็นอาณาจักรเกษตรเคมีและเมล็ดพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในประเทศไทย ซินเจนทาไม่ได้ขายเพียงแค่สารเคมีกำจัดแมลงและวัชพืช แต่รุกไล่กินรวบโครงสร้างการเกษตรไทยอย่างแยบยลผ่าน 2 ปีกหลัก:

1.     บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด: กวาดรายได้จากการขายสารอารักขาพืช สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ปีละนับพันล้านบาท โดยใช้นวัตกรรมตลาดและเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายยึดครองใจเกษตรกรมายาวนาน

2.     บริษัท ซินเจนทา ซีดส์ (ประเทศไทย) จำกัด: ถือครองส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์พืชไร่และพืชผักลูกผสม (Hybrid Seeds) โดยเฉพาะ "เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ที่เป็นผู้นำตลาดเบอร์ต้นๆ ของไทยและเอเชีย

เมื่อทุนจีนเข้ามาบริหาร กลยุทธ์ของซินเจนทาจึงเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ – พวกเขาไม่ใช่แค่ "ผู้ขายเคมีภัณฑ์" แต่เป็น "ผู้กำหนดห่วงโซ่อาหาร" ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ในมือเกษตรกร ปุ๋ย ยาเคมี ไปจนถึงระบบเกษตรพันธสัญญา

การรุกไล่เช่นนี้สร้างความน่ากังวลเป็นสองเท่าในสภาวะที่สังคมไทยกำลังหวาดผวาต่อ "กระแสทุนจีนเทาและทุนจีนข้ามชาติ" ที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งโรงงานมลพิษ ทิ้งกากอุตสาหกรรม และกวาดซื้อที่ดินทำกิน กลยุทธ์ของซินเจนทาในการต่อสู้เพื่อสารพาราควอต จึงไม่ใช่แค่การปกป้องสินค้าตัวเดียว แต่คือการ "รักษานิเวศทางธุรกิจ" ไม่ให้รัฐบาลท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล้าลุกขึ้นมาออกกฎหมายจำกัดอำนาจทุนเคมีข้ามชาติในอนาคต

ลูกเล่น "นิติสงคราม" และช่องโหว่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซินเจนทา ไม่เพียงแต่ใช้เครือข่ายเกษตรกรสายพืชไร่และสมาคมอุตสาหกรรมเคมีเกษตรเป็นเกราะกำบังการต่อสู้ทางธุรกิจ และใช้ชุดอธิบายทางการค้ามาตอบโต้ข้อมูลทางสาธารณสุข แต่พวกเขายังเชี่ยวชาญการใช้ "นิติสงคราม" หาช่องโหว่ทางกฎหมายไทย

คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องถามตัวเองในวันนี้คือ: เกิดอะไรขึ้นกับหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle - PPP) ในประเทศไทย?

เหตุใด บริษัทที่โกยกำไรมหาศาลจากการขายสารเคมีอันตรายมายาวนาน เมื่อถึงเวลาที่รัฐพบว่าสารนั้นพิษร้ายแรงเกินรับไหวและสั่งห้ามใช้ กลับกลายเป็น "ประชาชน" ที่ต้องจ่ายค่าทำลายขยะพิษเหล่านั้นให้เอกชน?

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ จาก Thai-PAN และภาคประชาสังคมต่างออกมาแสดงความกังวลต่อคำพิพากษาในส่วนนี้

หากในอนาคตรัฐคิดจะลงดาบสั่งแบนสารเคมีร้ายแรงอีกกว่า 200 ชนิดที่อยู่ในลิสต์เฝ้าระวัง หน่วยงานรัฐจะกล้าตัดสินใจหรือไม่? ในเมื่อการลงดาบปกป้องประชาชนในแต่ละครั้ง หมายถึงการที่รัฐต้องเตรียมงบประมาณแผ่นดินนับร้อยนับพันล้านบาทไปชดเชยให้บริษัทเอกชน! หรือไม่?

ทางแพร่งของรัฐบาล: "อุทธรณ์" VS "แก้กฎหมาย"?

นาทีนี้ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เปิดหน้าชก ยืนยันเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า สินค้าเคมีที่อายัดไว้นั้น นำเข้าก่อนหรือหลังประกาศแบน เพื่อปกป้องงบประมาณแผ่นดินจากการโดนสูบ 116 ล้านบาท

แต่นั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า!

คำถามเชิงโครงสร้างที่ท้าทายฝ่ายการเมืองและกระทรวงเกษตรฯ คือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปฏิรูปและแก้ไข พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ด้วยเหตุผลสำคัญ

1.     อุดช่องโหว่เคมีเกษตร: กฎหมายวัตถุอันตรายฉบับปัจจุบันมีช่องโหว่ที่ไม่ครอบคลุมภาระความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การจัดการ ทำให้เอกชนผลักภาระขยะพิษกลับมาให้รัฐได้

2.     บรรจุหลักการ PPP เข้าสู่กฎหมาย: รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรจะกล้าหาญพอที่จะตรากฎหมายบังคับให้ "ผู้นำเข้าและผู้ขาย" ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีพิษอย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำหรือไม่?

3.     การรับมือ Green Policy ระดับโลก: ในวันที่โลกมุ่งสู่เกษตรยั่งยืน หากรัฐไทยยังคงติดหล่มนิติสงครามและหวาดหวั่นอิทธิพลทุนข้ามชาติจนไม่กล้าแบนสารพิษ สินค้าเกษตรไทยจะโดนเวทีโลกแบนกลับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำพิพากษาศาลปกครองกลางในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี่คือ "สัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่" ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องลุกขึ้นมา "ยกเครื่องปฏิรูปกฎหมาย" เพื่อปกป้องทั้งงบประมาณแผ่นดิน สิ่งแวดล้อม และชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง!.