เมื่อหายนะมาเยือน หากต้องการหยุดยั้งภัยคุกคามขยะพิษข้ามชาติอย่างถอนรากถอนโคน รัฐบาลไทยต้องเลิกแก้ปัญหาแบบ "ผักชีโรยหน้า" หรือ "การปราบปรามแบบฉากทัศน์รายวัน" แล้วถอดกลไกความสำเร็จจากต่างประเทศ มาปฏิรูปภารกิจของทุกกระทรวงอย่างเป็นระบบ
สำหรับการถอดบทเรียนต่างประเทศที่จะเป็นโมเดลให้ไทยนำมาปรับใช้มีหลายประเทศที่สนใจ อาทิ
• ไต้หวัน บังคับติดระบบ GPS บนรถขนส่งวัตถุอันตรายและกากอุตสาหกรรมทุกคัน 100% เชื่อมโยงเข้าสู่ ระบบใบกำกับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) รายงานข้อมูลการเคลื่อนย้ายแบบเรียลไทม์ภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมจัดตั้ง กองทุนบริหารจัดการการรีไซเคิลแห่งชาติ บังคับให้ผู้นำเข้าและผู้ผลิตต้องวางเงินประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมล่วงหน้า หากเกิดการลักลอบทิ้งจะนำเงินกองทุนนี้มาใช้ฟื้นฟูระบบนิเวศทันที
• ญี่ปุ่น บังคับใช้ ระบบเครือข่ายใบกำกับกากของเสียอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติญี่ปุ่น (Japan Waste Network: JWNET) เพื่อตรวจสอบการขนย้ายและประมวลผลกากอุตสาหกรรมอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นทางจนถึงเตาเผาปลายทาง ควบคู่กับกฎหมายหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต บังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบและสนับสนุนงบประมาณในการจัดการซากผลิตภัณฑ์จนถึงขั้นตอนสุดท้าย
• สหภาพยุโรป บังคับใช้ระบบดิจิทัลเพื่อการติดตามกำกับและตรวจสอบการขนส่งของเสียข้ามพรมแดนแห่งสหภาพยุโรป (Digital Waste Shipment System: DIWASS) ที่เข้าบังคับใช้ทั่วสหภาพยุโรป เพื่อตัดขั้นตอนเอกสารกระดาษและปิดช่องโหว่การสำแดงเท็จ สั่งห้ามส่งออกขยะพลาสติกไปยังประเทศนอกกลุ่ม OECD และบังคับใช้หลักประกันการเงิน ให้ผู้นำเข้าวางหลักทรัพย์ไว้ล่วงหน้า หากพบกระทำผิดจะยึดเงินประกันสั่งส่งขยะพิษกลับประเทศต้นทางทันที
ทางออกเชิงนโยบายเพื่อกู้วิกฤต
เมื่อถอดโมเดลจากต่างประเทศ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะแก้ปัญหาให้ได้ผลอย่างแท้จริง จำเป็นผสานภารกิจ 6 หน่วยงานรัฐปฏิรูปองคาพยพกู้วิกฤตไทยที่กำลังกลายเป็นถังขยะโลก ดังนี้
1.ฝ่ายนโยบายและรัฐสภา เร่งตรา พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชน) เพื่อเปิดเผยชนิดและปริมาณสารเคมีอันตรายบน ระบบข้อมูลเปิดด้านสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ คืนสิทธิการรับรู้ให้ประชาชน, ตรา พ.ร.บ. WEEE บังคับใช้หลัก EPR, ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 และ พ.ร.บ. EEC ข้อยกเว้นผังเมือง ดึงโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลประเภท 105 และ 106 กลับเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม พร้อมแก้ไข พ.ร.บ. วัตถุอันตรายฯ เพิ่มโทษจำคุกและปรับตามมูลค่าความเสียหายจริง
ทั้งนี้ ตามหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) คือหลักการทางนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้า ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เพื่อไม่ให้ซากสินค้านั้นตกเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมและงบประมาณของสังคม
หัวใจสำคัญและกลไกการทำงานของหลัก EPR ในร่าง พ.ร.บ. WEEE คือเปลี่ยนผู้จ่ายค่ากำจัด โดยย้ายภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่เป็นงบประมาณภาษีของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กลับไปให้ “ผู้ผลิตและผู้นำเข้า” เป็นผู้รับผิดชอบ โดยคิดคำนวณเป็นต้นทุนการกำจัดไว้ในราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทาง ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
การจัดตั้งระบบรับคืนซาก ด้วยการบังคับให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องจัดให้มีช่องทางรับคืนซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จากผู้บริโภค หรือส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อนำไปบริหารจัดการรวบรวมและขนส่งซากเข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการส่งเสริมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการจูงใจและกดดันให้ผู้ผลิตต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางให้ถอดแยกรีไซเคิลได้ง่าย ลดการใช้สารเคมีอันตราย (เช่น แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท) และใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดต้นทุนในการจัดการซากของตนเองในอนาคต
กลไก EPR จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตขยะพิษ โดยปิดช่องโหว่นอมินีสวมสิทธิ์ ทำให้ผู้นำเข้าหรือผู้ผลิตทุกรายต้องวางเงินประกันการจัดการซากหรือส่งเงินเข้ากองทุนก่อนนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ป้องกันไม่ให้ทุนเทาใช้สำนักงานกฎหมายจัดตั้งบริษัทนอมินีมาฟอกขยะพิษ เมื่อสกัดเอาแร่มีค่าเสร็จก็ปิดบริษัทหนีทิ้งกากมลพิษไว้ให้ชุมชน
นอกจากนั้น ยังตัดวงจรโรงงานเถื่อนประเภท 105 และ 106 เมื่อซากขยะอิเล็กทรอนิกส์มีงบประมาณอุดหนุนในการจัดการที่ถูกต้อง ซากจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดและกำจัดของโรงงานมาตรฐาน (ประเภท 101) โดยตรง สกัดไม่ให้ซากกากมลพิษหลุดรอดไปสู่โรงงานรีไซเคิลเถื่อนที่ใช้วิธีบดย่อยเพื่อเอาเฉพาะทองแดง แล้วแอบเอา "กากสุดท้าย" ไปลักลอบเททิ้งตามบ่อดินร้างหรือไร่อ้อยของประชาชน
2.กรมศุลกากร บังคับใช้หลักประกันการเงินให้ผู้นำเข้าเศษวัสดุวางเงินประกันมลพิษล่วงหน้า หากพบสำแดงเท็จยึดเงินส่งกลับประเทศต้นทางทันที, สั่งกวาดตรวจ Digital Manifest 100% หมายถึง มาตรการยกระดับการตรวจสอบเอกสารแสดงรายการสินค้าและใบกำกับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมในรูปแบบดิจิทัล เต็มจำนวน 100% ทุกตู้สินค้าและทุกเที่ยวรถกลุ่มเสี่ยง โดยยกเลิกระบบเดิมที่ใช้วิธี "สุ่มตรวจเพียง 10%" ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมกับเอกซเรย์ AI ณ ท่าเรือแหลมฉบัง และอุดช่องโหว่เขตปลอดอากร
3.กระทรวงอุตสาหกรรม บังคับใช้ ระบบใบกำกับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ควบคู่กับการติดตั้ง GPS Tracking 24 ชั่วโมงบนรถขนส่งกากพิษทุกคัน หากออกนอกเส้นทางให้ส่งสัญญาณเตือนเข้าศูนย์ควบคุมทันที พร้อมล้างบางตรวจประวัติเชิงลึกโรงงานประเภท 105/106 ทั่วประเทศ หากพบเป็นทุนนอมินีข้ามชาติ ให้เพิกถอนใบอนุญาตถาวรทันที
4.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษใน EEC ก่อนอนุมัติอุตสาหกรรมใหม่ ชะลอโครงการ Data Center จนกว่าจะประเมินผลกระทบด้านน้ำและไฟฟ้าชัดเจน และจัดตั้ง กองทุนฟื้นฟูมลพิษ โดยบังคับโรงงานอันตรายวางเงินประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มประกอบกิจการ
5.กระทรวงยุติธรรม & สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้ายึดทรัพย์สินนายทุนข้ามชาติและนอมินีคนไทย และบังคับใช้กลไกคุ้มครองนักปกป้องสิ่งแวดล้อมจากการถูกฟ้องปิดปาก และภัยคุกคามชีวิต
6.กระทรวงมหาดไทย & องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้อำนาจ อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตั้งด่านตรวจกักรถบรรทุกสงสัยขนกากพิษ และสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อชุดตรวจโลหะหนักในแหล่งน้ำดิบประปาหมู่บ้านเพื่อเตือนภัยประชาชน
ตราบใดที่การแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมและขยะพิษข้ามชาติยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการ “ไล่จับรายวัน” และ “มาตรการวัวหายล้อมคอก” โดยฝ่ายการเมืองคอยเกี้ยเซี้ยะ และกอดมรดก คสช. เอาไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนข้ามชาติ ประเทศไทยก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากการเป็น "ถังขยะพิษของโลก"
หนทางรอดรัฐบาลต้องกล้าตรา พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชน ยกเลิกข้อยกเว้นผังเมือง คสช. และปฏิรูปองคาพยพภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อส่งต่อพื้นที่สะอาดให้ลูกหลานได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย.


