“สอดแนมการเมือง” โดย “ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย”
บทความตอนนี้ ต่อจากสองตอนที่แล้ว ที่ผมได้เขียนถึง “คำคมคนดังโลก” ที่น้าชาติมอบให้ผม และผมก็มีหนังสือ “คำคมคนดังโลก”มอบให้กับ น้าชาติ เช่นกัน แต่เมื่อหมดโอกาสมอบหนังสือให้เสียแล้ว ผมจึงขอนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะครับ
“ไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่ในการชี้นำ เพียงแค่คนจำนวนไม่มากที่มีความเด็ดเดี่ยว ก็สามารถจุดกองไฟในหัวใจประชาชนได้”
นั่นเป็นคำคมที่เป็นความจริงหลายครั้งในโลกการเมือง ตามคำพูดของ แซมมวล อดัมส์
ขณะที่ คลาเรนซ์ ดาร์โรว์ ยืนยันอย่างมั่นใจว่า “ผู้รักชาติที่แท้จริง ย่อมรังเกียจความอยุติธรรมบนแผ่นดินเกิด มากกว่าที่ใดๆ ในโลก”
อืม.. จริงว่ะ! เรารังเกียจความอยุติธรรมในชาติไทยยุค “เน-หนู” ครองเมืองสุดๆ เลยว่ะ!!!
“เพื่อดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพ ต้องไม่ปล่อยให้ผู้นำสร้างหนี้ ก้อนมหึมาอย่างไม่รู้จบสิ้น เสมือนหนึ่งต้องเลือกระหว่าง ความประหยัดและเสรีภาพ หรือความฟุ่มเฟือยกับความเป็นทาส”
อดีตประธานาธิบดีมะกันมิสเตอร์โทมัส เจฟเฟอร์สัน พูดเรื่องนี้ได้ถูกต้องที่สุด.. แต่รัฐบาลไทยทุกรัฐบาล กลับสร้างหนี้ให้คนไทยไม่รู้จักหยุดจักหย่อนตลอด...
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกคนหนึ่ง เจมส์ แมดิสัน กล่าวไว้อย่างน่ายกย่องชื่นชม ดังนี้ครับ..
“การรวบอำนาจ ไม่ว่าจะนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ไว้ในมือคนกลุ่มเดียว ไม่ว่าจะเป็นแค่คนเดียว หรือหลายคน ไม่ว่าจะมาด้วยการสืบทอด แต่งตั้ง หรือเลือกตั้ง ล้วนแต่เป็นระบบเผด็จการ”
รัฐบาลไทยโกงสารพัด ทำตัวเป็นเผด็จการ ถึงกับโกงจนได้ สว. แล้วยัง! ยังไม่พอ! ต้องโกงต่อมิรู้จบ! เพราะอยากได้ข้าราชการท้องถิ่นไว้ในกำมืออีก.. จนฉาวโฉ่โคตรน่ารังเกียจสุดๆ เลยว่ะ!!!
“บางทีความหมายของคำว่า ‘เสียงข้างมาก’ คือกลุ่มคนโง่ที่มีความเห็นเหมือนกัน”
คำกล่าวของ ไมเคิล ดับเบิลยู สมิธ พูดถึงสิ่งที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสภาไทยแลนด์แดนสยาม เหมือนพวกทาสที่ปล่อยไม่ไปว่ะ!!!
ส่วน เดวิด แมคคัลลอฟ พูดอย่างตรงไปตรงมา “จะว่าไปแล้ว เรื่องของสินบน และการเล่นพรรคเล่นพวก หรือคอร์รัปชั่น ถือเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในการเมืองเท่านั้น หากแต่แฝงอยู่ในทุกระดับของสังคม”
อุ๊ย! ช่างตรงกับการเมืองสามานย์ในประเทศไทย นับแต่วันวานจนวันนี้ และทำท่าจะเลยเถิดไปถึงวันหน้าด้วย..
เอ็ดมันด์ เบิร์ก ก็พูดตรงกับความจริงในทุกยุคว่า “สิ่งสำคัญที่ทำให้ปีศาจร้ายฮึกเหิม ก็คือ การที่คนดีไม่ลงมือทำอะไรเลย”
“เรื่องเศร้าในชีวิต ไม่ใช่การที่เราไปไม่ถึงจุดหมายที่ฝันหรอก แต่คือ การที่เราอยู่อย่างไร้จุดหมายในชีวิตต่างหาก” ดร.เบนจามิน อี. เมย์ส ชี้เป้าหมายของการเกิดมาเป็น“คน”ว่ะ...
“การประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ไม่ใช่เพราะเราไม่เคยล้ม แต่เพราะเราสามารถลุกขึ้นได้ในทุกครั้งที่ล้ม” วีรบุรุษนักสู้ผู้กล้าหาญของประเทศอาฟริกาใต้ เนลสัน แมนเดลา กล่าวไว้อย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว...
“จงพัฒนาตัวเองให้มาก เพราะตัวคุณคือ ทรัพย์สินมีค่ามากที่สุดของตัวคุณเอง”
ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์กับวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีหุ้นชาวอเมริกัน
“ถ้าคุณไม่ชอบอะไร ให้เปลี่ยนสิ่งนั้น หากคุณไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ ก็ให้เปลี่ยนทัศนคติของคุณ”
นี่.. มายา แองเจลู คงอยากบอกตรงๆ ว่า ให้ใช้สติ! อย่าดื้อดึงเอาหัวไปพุ่งชนกำแพงเหล็กนะโว้ย!
“การเอาแต่กลัว มักรั้งเราไม่ให้เผชิญความเสี่ยง หากคุณ ‘ไม่กล้า’ ปีนขึ้นต้นไม้เลย คุณก็ไม่มีวันได้ลิ้มรสกับ ‘ผลไม้ลูกที่ดีที่สุด’ บนยอดนั้นได้” นักบวชชาวเวียดนาม ดิช นัท ฮันห์ บอก อย่า “กลัว” จน “กล้า”หาย!
“ความแข็งแกร่ง ไม่ได้มาจากความสามารถทางร่างกาย แต่มันมาจาก จิตใจที่ไม่ยอมแพ้” เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ! ช่วยทำตามคำกล่าวของนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอินเดีย ท่าน มหาตมะ คานธี กันครับ!
“ความสามารถในการแก้ปัญหา และการตัดสินใจที่ดี คือตัวชี้วัดศักยภาพความเป็นผู้นำในตัวคุณ”
ถ้าใช้มาตราฐานตามคำพูดของ ไบรอัน เทรซี่ “ชายไทยคนหนึ่ง” ก็เป็นได้แค่ “หนูตัวหนึ่ง” ไม่ใช่ “ผู้นำชาติไทย” แน่นอน!!!
“เราทุกคน ล้วนอาศัยอยู่ในกรงที่เปิดประตูไว้ มันอยู่ที่เราเอง จะเดินออกมา หรือไม่?” ผู้กำกับหนังระดับโลกอย่าง จอร์จ ลูคัส พูดถึงประชาชนบางชาติ เอ๊ะ! หรือหมายถึงประชาชนคนไทยหรือเปล่าวะ?
“ผมเรียนรู้ว่า ความกล้าหาญ ไม่ใช่การไร้ซึ่งความกลัว แต่เป็นการก้าวข้ามความกลัว และคนกล้า ก็ไม่ใช่คนที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่เขาเอาชนะมันได้”
เนลสัน แมนเดลา ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม..
“ถ้าเราเชื่อมั่นว่าทำได้ ต่อให้เราต้องย้ายภูเขา ถมทะเล ในที่สุดก็สำเร็จจนได้ แต่ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ แม้จะง่ายแค่พลิกฝ่ามือ ก็ยังไม่มีวันประสบความสำเร็จ”
ว้าว! ตรงเผงเลย! ดร. ซุน ยัตเซ็น บิดาแห่งการปฏิวัติยุคหนึ่งของชาติจีน พูดไว้..
ลอร์ด แอคตัน สอนนักการเมืองในเมืองผู้ดีว่า “อำนาจนำไปสู่ความฉ้อฉล และอำนาจเด็ดขาดก็นำไปสู่ความฉ้อฉลโดยสมบูรณ์”
โอ้ว! นักการเมืองไทยคงจะเป็นสาวกของท่านลอร์ด หยิบคำสอนมาใช้อย่างไร้คุณธรรม ทั้งเผด็จการรัฐสภากับเผด็จการรัฐประหารจึงไม่ยอม“ปฏิรูปชาติ” เอาแต่ไขว่คว้าหาเงินทองจนรวยล้นฟ้า.. รวยจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย! ผลัดกันมาบริหารชาติจนทำให้ประชาชนจนแล้ว.. จนอีก.... จนสุดๆ จนทนไม่ไหวแล้วโว้ย “หนู-เน!”!!!!!
คาร์ล มาร์กซ์ คอมมิวนิสต์นักคิดต้นตำรับตัวจริงเสียงจริง สรุปมานมนานแล้วว่า “ประวัติศาสตร์ของสังคมที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งสิ้น”
“นักการเมืองไม่เคยเชื่อเรื่องที่ตนเองพูด จึงอดแปลกใจไม่ได้ที่มีคนเชื่อเรื่องที่เขาพูด” ชาร์ลส์ เดอโกล
“เมื่อรวยก็หยุดพร่ำถึงอุดมการณ์สังคมนิยม เมื่อแต่งงานก็หยุดพูดเรื่องสิทธิสตรี เมื่อเครื่องบินใกล้จะตก จึงเริ่มศรัทธาในพระเจ้า” นิรนาม
“ถ้าคิดอยากจะทำบาป ควรทำบาปอันขัดแย้งกับพระเจ้า เพราะอย่างน้อยพระเจ้าก็ยกโทษให้ แตกต่างจากการขัดแย้งกับองค์กรทางการเมือง เพราะองค์กรทางการเมืองจะไม่มีวันยกโทษให้อย่างเด็ดขาด” ไฮแมน ริคโอเวอร์
“สัตว์ทั้งหลายล้วนเท่าเทียมกัน เว้นแต่สัตว์บางตัว มีความเท่าเทียมกันมากกว่าสัตว์อื่น” จอร์จ ออร์เวลล์ ผู้ประพันธ์ “การเมืองเรื่องสัตว์”
“เมื่อประชาชนไม่พอใจรัฐบาล ก็สมควรเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ใช่เปลี่ยนความคิดประชาชน” นิรนาม
“การมอบเงินและอำนาจให้แก่รัฐบาล ไม่ต่างอะไรไปจากการรินเหล้าและให้กุญแจรถกับเด็กหนุ่ม” พี.เจ. โอรูค
“การเมืองเป็นศิลปะ จากทางเลือกระหว่าง ความฉิบหายและความน่าอาเจียน” จอห์น เคนเน็ธ กัลเบรธ “การเมืองนั้นสำหรับกาลปัจจุบัน แต่ความเท่าเทียมกันนั้นสำหรับนิรันดร์กาล” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
“การเมืองนั้นไม่ต่างจากธุรกิจบันเทิง คือเป็นนรกในตอนเริ่มต้น และดำเนินมาเรื่อยๆ ตามลำดับ จนกระทั่งปิดฉากด้วยนรกในตอนจบ” โรนัลด์ เรแกน
“เป็นเรื่องอันตรายมากที่จะเป็นฝ่ายถูก เมื่อรัฐบาลเป็นฝ่ายผิด” นั่นคือคำพูดของ วอลแตร์
ส่วน วิล โรเจอร์ พูดอย่างขื่นขมว่า “อีกไม่นาน ไอ้งั่งกับเงินของมันจะได้รับเลือก”
“นิรนาม” ในเม็กซิโก เรียกเครื่องปรับอากาศว่านักการเมือง เพราะทั้งวันเอาแต่ส่งเสียงดังน่ารำคาญ แต่ทำงานไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่นัก
“ยิ่งสัมผัสผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติมากเท่าไร ก็ยิ่งรักหมาของผมมากขึ้นเท่านั้น” อัลฟองส์ เดอ ลามาร์ทีน สรุปได้อย่างเจ็บแสบครับ!


