วันพุธที่ 23 กันยายน 2569

น้ำเหนือ น้ำท่วม มาแล้ว! กรมชลฯ-สทนช.เตือนเพิ่มระบายน้ำ "ศศิน" จี้เร่งประกาศ "ภัยพิบัติ"

น้ำเหนือ น้ำท่วม มาแล้ว!

กรมชลฯ-สทนช.เตือนเพิ่มระบายน้ำ

"ศศิน" จี้เร่งประกาศ "ภัยพิบัติ"

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตอย่างน่าจับตา จากการที่มวลน้ำเหนือปริมาณมหาศาลไหลทะลักลงสู่ภาคกลางอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ต้องออกประกาศเตือนด่วนเรื่องการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งมีแนวโน้มจ่อแตะระดับ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อันจะกดดันให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำขยับสูงขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน นักวิชาการได้ระบุชัดเจนว่าพื้นที่ริมน้ำเริ่มเกิดน้ำท่วมจริงแล้ว พร้อมเรียกร้องให้ผู้ว่าฯเร่งประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติเชิงรุก เพื่อปลดล็อกงบประมาณและใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา

สาเหตุหลักของอุทกภัยปี 2026 เกิดจากปัจจัยภูมิอากาศสุดขั้วที่สอดประสานกันหลายประการ ตามการวิเคราะห์ของ สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แม้ภาพรวมจะเป็นสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ แต่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่หอบความชื้นมาปะทะกับร่องมรสุม ร่วมกับการแผ่ลงมาของมวลอากาศเย็นจากจีนที่เบียดและตรึงแนวร่องมรสุมให้อยู่เหนือภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้เกิดฝนตกแช่สะสมยาวนาน ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากโลกร้อน ส่งผลให้กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภัยช่วงวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ว่าพื้นที่ภาคกลางและ กทม.-ปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่

การเฝ้าระวังมวลน้ำหลากจำเป็นต้องพิจารณาจุดวัดน้ำท่าสำคัญ 4 สถานี ได้แก่ สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นด่านแรกที่มวลน้ำเหนือพุ่งสูงถึง 1,601–1,737 ลบ.ม./วินาที และจ่อแตะ 1,800 ลบ.ม./วินาที จากนั้นมวลน้ำจะไหลสู่สถานี C.13 ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นประตูหลักในการบริหารจัดการน้ำ ถัดมาคือสถานี C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดเช็กมวลน้ำด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตเมืองหลวง และจบที่สถานีวัดระดับน้ำหน้ากองบัญชาการกองทัพเรือ (ปากคลองตลาด) ใน กทม. ซึ่งหากระดับน้ำรวมน้ำทะเลหนุนแตะ 2.00–2.20 ม.รทก. พื้นที่ไร้แนวเขื่อนกั้นจะเกิดน้ำท่วมทันที

จากปริมาณน้ำเหนือ ณ สถานี C.2 สมทบกับน้ำจากลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำสะแกกรัง รวมกันไหลเข้าเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสูงถึง 2,100–2,200 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานและ สทนช. จึงจำเป็นต้องทยอยปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากเดิม 1,300 ลบ.ม./วินาที ขึ้นมาที่ 1,500 ลบ.ม./วินาที และเตรียมไต่ระดับไปไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาเสถียรภาพเขื่อน ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 0.70–1.20 เมตร

ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ในเขตจังหวัดชัยนาท (อ.สรรพยา), สิงห์บุรี (อ.อินทร์บุรี อ.เมือง), อ่างทอง (อ.ป่าโมก อ.ไชโย อ.วิเศษชัยชาญ อ.เมือง) และพระนครศรีอยุธยา (อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางไทร) ต้องเร่งยกของขึ้นที่สูงทันที

ทางด้าน ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ ชี้ว่าสถานการณ์ท่วมตลิ่ง 20 เซนติเมตร ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการในชุมชนริมคลองบางหลวงและแม่น้ำเจ้าพระยา โดยระบุว่าเมื่อมวลน้ำก้อน 1,500 ลบ.ม./วินาที ไหลลงมาถึง ระดับน้ำจะสูงขึ้นอีก 30–50 เซนติเมตรจนเลยระดับเข่า และหากขยับถึง 1,800–2,000 ลบ.ม./วินาที น้ำจะสูงถึง 1.5 เมตรสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งประกาศภัยพิบัติทันที เพื่อให้นำงบประมาณและอำนาจมาจัดตั้งศูนย์พักพิงช่วยเหลือได้ทันท่วงที พร้อมเสนอให้กรมชลประทานผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำ เช่น ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งพระพิมล และกระจายเข้าคลองสาขาต่างๆ เพื่อช่วยตัดยอดน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้าน

สรุปสถานการณ์ในขณะนี้คือ มวลน้ำเหนือระลอกใหญ่กำลังไหลลงมาสมทบกับฝนตกแช่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและสายสาขาเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนพื้นที่ริมน้ำและนอกแนวคันกั้นน้ำต้องยกของและสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูงด่วน พร้อมติดตามการแจ้งเตือนจากกรมชลฯ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอด 24 ชั่วโมง.