วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569

ค้านเหมืองแร่โดโลไมต์ แนวกันชน “มรดกโลกแก่งกระจาน”

“มูลค่าของธรรมชาติที่นี่เปรียบเทียบไม่ได้กับเหมืองนี้” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านแก่งกระจานนับร้อยชีวิตในเวทีประชาคมที่โหวตคัดค้านเหมืองแร่โดโลไมต์เขตกันชนมรดกโลกแก่งกระจาน ก่อนกระทบเส้นเลือดใหญ่สายน้ำเพชรบุรี

ชาวบ้านหลายหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้รวมตัวกันจัดเวทีประชาคมครั้งสำคัญ ณ วัดหนองปืนแตก เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อร่วมกันประเมินและสะท้อนความห่วงใยต่อโครงการทำเหมืองแร่โดโลไมต์ของบริษัทเอกชน

สำหรับจุดพื้นที่ขอทำเหมืองตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ อยู่ในเขตหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่เขตกันชนและอยู่ห่างจากแนวเขตมรดกโลกแก่งกระจานไม่ถึง 2 กิโลเมตร ชาวบ้านต่างกังวลต่อผลกระทบเชิงระบบนิเวศ โดยเฉพาะเส้นทางไหลของน้ำ ป่าต้นน้ำแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นสายเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนและภาคการเกษตรของคนจังหวัดเพชรบุรีทั้งจังหวัด รวมชุมชนรอบเหมืองอาจได้รับผลกระทบจากถึงมลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน และเสียงจากการระเบิดหิน

กระบวนการคัดค้านของชุมชนได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 ที่ชาวบ้านยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่มรดกโลกฯ จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2568 กสม. ได้มีมติเสนอมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ให้ทบทวนการกำหนดเขตแหล่งแร่ และเน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง อีกทั้งยังกำชับให้บริษัทเคารพหลักการ UNGPs และจัดทำรายงานตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

แม้จะมีความเห็นจาก กสม. แต่โครงการยังคงเร่งเดินหน้า โดยในช่วงสิงหาคม 2569 ชุมชนได้รับเอกสารประชาสัมพันธ์รายงาน EIA พร้อมกำหนดการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 1-2 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ บริษัทเคยขอลดขนาดพื้นที่ทำเหมืองจากเดิมกว่า 540 ไร่ เหลือราว 240 ไร่ ซึ่ง กสม. เคยชี้ชัดว่าหากมีการเปลี่ยนขนาดพื้นที่ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยในเวทีประชาคมล่าสุด ชาวบ้านกว่า 200 คนจึงได้ยกมือโหวตคัดค้านร่วมกัน พร้อมส่งเสียงถึงข้าราชการและผู้นำท้องถิ่นให้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเพื่อปกป้องฐานทรัพยากรชุมชนอย่างแท้จริง

ผืนป่ามรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจานนับเป็นหนึ่งในผืนป่ามรสุมที่มีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ติดชายแดนไทย-เมียนมา ผืนป่าแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ เช่น เสือโคร่ง ช้างป่า สมเสร็จ และนกป่ามากกว่า 400 ชนิด การได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติโดยยูเนสโก (UNESCO) ในปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 ถือเป็นการยืนยันถึงคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันปกป้องรักษา

ความสำคัญของผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ครอบคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่ถึงประมาณ 3,000,000 ไร่ (ราว 480,000 เฮกตาร์ หรือ 4,800 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 แห่ง ในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี ผืนป่าขนาดใหญ่นี้ทำหน้าที่เป็นป่าต้นน้ำลำธารผืนใหญ่ที่สุดที่คอยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิต ชุมชน ระบบเกษตรกรรม และการท่องเที่ยวของประชาชนตลอดสายน้ำแม่น้ำเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์

ด้วยเหตุนี้ การคุ้มครองพื้นที่เขตกันชน (Buffer Zone) จึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดการรบกวนหรือทำลายจากการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ย่อมส่งผลกระทบสะเทือนต่อความสมดุลทางธรรมชาติ สุขภาพประชาชน และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในระยะยาวอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งนี้ เนื้อหาการรายงานสถานการณ์ดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก จิรภัทร ยศศักดิ์ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และขอขอบคุณภาพประกอบจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร.