วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

ปูพรมแดงรับถังขยะพิษโลก : "รัฐบาลลุงตู่" ต้อนรับ - "รัฐบาลหนู" รับเงินจีนสานต่อ คนไทยฉิบหายตายเห็นๆ

แผ่นดินขวานทองของไทยกำลังถูกแปรสภาพเป็น "ถังขยะพิษโลก" อย่างเลือดเย็น!

เมื่อ "เศษเงิน" อุดหนุนเพียงสิบกว่าล้านบาทจากพญามังกร กลับมีมูลค่าสูงกว่าลมหายใจและชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ นี่คือมหากาพย์ "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อมโดยรัฐ" ที่แยบยล ภายใต้คำว่า "เศรษฐกิจหมุนเวียน" และ "อุตสาหกรรมสีเขียว"

ความวิบัติที่กำลังกลืนกินผืนดิน แหล่งน้ำ และพรากชีวิตคนไทย ถูกปูรากฐานอย่างแน่นหนามาตั้งแต่ยุคอำนาจเบ็ดเสร็จของ "รัฐบาลลุงตู่" ก่อนจะถูกส่งไม้ต่อมาถึงยุค "รัฐบาลหนู" ท่ามกลางความลิงโลดของกลุ่มทุนจีนเทา และข้าราชการกังฉินที่อิ่มหมีพีมันกับเม็ดเงิน "ส่วยตู้คอนเทนเนอร์"

ก่อนที่แผ่นดินนี้จะสูญสิ้น... มาชำแหละความฟอนเฟะ และกระชากหน้ากากรัฐบาลไทยกับการ "ปูพรมแดง" อ้าแขนรับความฉิบหายมาสู่ประชาชนอย่างเต็มใจ!

รับเงินอุดหนุนจากจีนแค่13 ล้านบาท แลก "ถังขยะโลก"?

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถือเป็นฉากทัศน์ประวัติศาสตร์อีกครั้งของการ "ปูพรมแดง" เพื่อเปิดรับกากมลพิษข้ามชาติเข้ามาฝังในแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบรับความช่วยเหลือทางการเงินแบบให้เปล่าจำนวน 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13.5 ล้านบาท จากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้ กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (MLCSF) ประจำปี 2569 โดยมอบหมายให้ กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้จรดปากกาลงนามรับเศษเงินดังกล่าว

หากถอดรหัสโครงสร้างการทำงานที่กระจายภารกิจไปยัง 2 หน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม จะพบการ "เล่นแร่แปรธาตุ" ด้วยคำแถลงสวยหรู:

1.     งบประมาณ 4.3 ล้านบาท มอบให้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เพื่อดำเนิน "โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน" โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาวิจัยและกำหนดมาตรฐานกฎระเบียบในการรีไซเคิลขยะเทคโนโลยีสูง เช่น ซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า, แผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากจีนซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของโลก

2.     งบประมาณ 7.8 ล้านบาท มอบให้ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ. / MASCI) ขับเคลื่อนโครงการยกระดับอุตสาหกรรมกลุ่มประเทศ CLMVT (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม และไทย) สู่ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์)

เมื่อมองผ่านเลนส์ "ภูมิรัฐศาสตร์มลพิษ" นี่คือการทูตที่อำพรางหายนะ เพราะนับตั้งแต่จีนประกาศใช้นโยบาย National Sword แบนการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าประเทศเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตนเอง ทุนรีไซเคิลและโรงหลอมเถื่อนของจีนจึงอพยพฐานมลพิษเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทยและกลุ่มประเทศแม่น้ำโขง การรับเงิน 3.75 แสนดอลลาร์ผ่านกองทุนแม่โขง-ล้านช้าง แท้จริงแล้วจึงอาจเป็นเพียง "การผลักภาระมลพิษออกนอกบ้าน" ของพญามังกร เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความสะอาดของอุตสาหกรรม EV และโซลาร์เซลล์ในประเทศ แล้วให้ประเทศลุ่มน้ำแม่โขงเป็นโซนรับขยะและกากเคมีอันตรายแทน

แม้ในเอกสารจะระบุว่าเงินช่วยเหลือนี้เป็นทุนศึกษาวิจัยเชิงนโยบาย แต่ความน่ากังวลที่มาจากกลุ่มทุนจีนเทาที่เข้ามาสร้างมลพิษเกลื่อนเมืองไทยในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะมีคำถามว่าเงินสิบกว่าล้านบาทนี้จะเป็น “ตั๋วผ่านทาง” ปูทางให้ทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลหลอมกากพิษในไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน  

ยิ่งเมื่อนำวาทะสับเละของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการ สนธิทอล์ก ยิ่งตอกย้ำภาพความไร้เดียงสาของภาครัฐไทย

"พวกมึ-กวักมือเรียกขยะพิษเข้ามาในบ้าน แล้วเอาคำว่า 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' มาอ้าง! เงินอุดหนุนแค่ไม่กี่แสนดอลลาร์จากจีน มึ-เอามาแลกกับการเอาแผ่นดินไทยไปรับซากสารเคมี รับแผงโซลาร์เสื่อมสภาพ รับขยะแบตเตอรี่ EV ของเขาเนี่ยนะ? ไอ้พวกข้าราชการกับรัฐมนตรีมันคิดได้แค่นี้จริงๆ หรือว่ามันตั้งใจเปิดประตูบ้านรับส่วยแลกกับความฉิบหายของคนไทย!"

คำถามของสนธิเรื่องการเปิดประตูบ้านรับส่วย ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหาลอยๆ หากแต่มันคือคำถามที่ชี้ตรงไปยัง "ต้นตอทางกฎหมายและนิติกรรมอำพราง" ที่ถูกวางโครงข่ายเอาไว้อย่างเป็นระบบตั้งแต่ในอดีต จนทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมายการทิ้งขยะพิษได้อย่างสะดวกสบายในปัจจุบัน

มรดกบาปเศรษฐกิจหมุนเวียน – จาก "รัฐบาลลุงตู่" สู่การรับไม้ต่อของ "รัฐบาลหนู"

การที่ทุนต่างชาติสามารถเข้ามาใช้คำว่ารีไซเคิลบังหน้าได้อย่างโอหัง เกิดจากการปูทางไว้อย่างรัดกุมตั้งแต่ยุค "รัฐบาลลุงตู่" - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)ที่ชูนโยบาย "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (Circular Economy) เป็นธงนำในโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยประกาศยกระดับให้เป็น "วาระแห่งชาติ" มุ่งนำของเสียและวัตถุดิบเหลือใช้นำกลับมาใช้ใหม่ในระบบอุตสาหกรรม แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้กลับกลายเป็น "ดาบสองคม" และกลายสภาพเป็น "ฉากบังหน้า" ให้ขบวนการขยะพิษข้ามชาติสบช่องทะลักเข้ามาในประเทศ

นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกนำไปใช้อ้างเพื่อเปิดช่องทางให้เกิดการนำเข้าเศษโลหะ เศษพลาสติก และวัตถุดิบรีไซเคิลจากต่างประเทศ ซึ่งเมื่อผสานรวมเข้ากับ คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดล็อกยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองสำหรับการตั้งโรงงานขยะและอุตสาหกรรม จึงกลายเป็นการ "เปิดประตูบ้านสองชั้น"

ประตูชั้นแรก ใช้คำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนอนุญาตการนำเข้าเศษวัตถุดิบเข้ามา "แปรรูป" ในประเทศ

ประตูชั้นที่สอง ใช้คำสั่ง คสช. 4/2559 ปลดล็อกให้โรงงานคัดแยก แปรรูป และโรงหลอมเถื่อน (ประเภท 105 และ 106) สอดไส้เข้าไปตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งชุมชนทั่วภาคตะวันออก (EEC)

นอกจาก "นิติกรรมนอมินี" ที่ใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้าในบริษัทรีไซเคิล (ช่น กรณีบริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด และ บริษัท เซ็ตเมทอล จำกัด ขบวนการนี้ยังลามไปถึง "การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์" โดยกลุ่มทุนจีนเทาจะร่วมมือกับตระกูลบ้านใหญ่และนักการเมืองท้องถิ่นในการกว้านซื้อที่ดินเกษตรกรรม แล้วนำมาปล่อยเช่าในราคาสูงลิ่วให้โรงงานเถื่อนฝังกลบขยะพิษ เปลี่ยนสภาพเงินส่วยให้กลายเป็น "ค่าเช่าที่ดินทางกฎหมาย" อย่างแยบยล

ตัดภาพมาที่ปัจจุบันในยุค "รัฐบาลหนู" - นายอนุทิน ชาญวีรกูล แทนที่จะมีการรื้อถอนมรดกทางกฎหมายที่เป็นพิษอย่าง คำสั่ง คสช. 4/2559 หรืออุดช่องโหว่การฟอกเงินเช่าที่ดิน รัฐบาลนายอนุทิน กลับเลือกที่จะ "สานต่อและรับไม้ต่อ" ผ่านการเปิดช่องความร่วมมือเชิงนโยบายกับรัฐบาลจีน ดังที่ สนธิทอล์ก ได้ฉายภาพไว้ว่า "ขยะพิษข้ามยุค คสช. เป็นคนสร้างขึ้นมา แล้วรัฐบาลภูมิใจไทยของอนุทินก็เข้ามาสานต่อ รับไม้ต่อกันอย่างเรียบร้อยโรงเรียนจีน!"

ทว่า ลำพังเพียงแค่ช่องโหว่ทางนโยบาย ผังเมือง และสัญญาเช่าที่ดิน คงไม่สามารถทำให้ขยะพิษหลายแสนตันเดินทางข้ามโลกมาลงเรือที่ท่าเรือไทยได้ หากไร้ซึ่งการเปิดประตูที่ “ด่านศุลกากร”ฃ และการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐผู้กุมอำนาจในการคัดกรองต้นทาง

"ละครลิงด่านศุลกากร" –สู่ "วงจรส่วยตู้คอนเทนเนอร์

แม้ว่าในฉากหน้า ฝั่งกระทรวงพาณิชย์และกรมศุลกากร จะเพิ่งพยายามดันมาตรการ “ห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง” เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ใครสวมรอยลักลอบเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือขยะพิษข้ามชาติเข้ามาเททิ้งในไทย เพราะโรงงานรีไซเคิลทุนเทาชอบใช้วิธีนำเข้าเศษโลหะหรือเศษอลูมิเนียมอัดก้อนซุกซ่อนขยะพิษเข้ามา หลอมเสร็จรับเงินแล้วทิ้งมลพิษไว้ให้คนไทย

แต่ในความเป็นจริง การตั้งการ์ดสูงทางนโยบายกลับขัดแย้งกับการบังคับใช้กฎหมายหน้างานอย่างสิ้นเชิง เมื่ออธิบดีกรมศุลกากร อ้างหน้าตาเฉยว่า "ไม่สามารถเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ได้ทุกตู้" จน สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาชำแหละพฤติกรรมนี้ว่าเป็นเพียง "ละครลิงปาหี่":

"อธิบดีกรมศุลกากรออกมาพูดได้ยังไงว่าเปิดตรวจทุกตู้ไม่ได้ โคตรฮาเลย! ตู้คอนเทนเนอร์นำเข้ามาเป็นแสนตู้ สำแดงเท็จเป็นเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม แต่ข้างในซุกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซุกสารพิษเข้ามา ยอมรับออกมาได้ยังไงว่าปล่อยผ่าน? ถ้าไม่มีส่วยตู้ละ 140,000 บาท ขยะพิษพวกนี้มันจะหลุดจากท่าเรือแหลมฉบังไปทิ้งอยู่ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ได้ยังไง!?"

คำวิพากษ์ของสนธิเรื่อง "ส่วยตู้ละ 140,000 บาท" สอดคล้องกับพยานหลักฐานเชิงประจักษ์จากปฏิบัติการสืบสวนเชิงลึก ที่ขุดพบว่าขบวนการนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย "วงจรส่วยสามชั้น" อย่างครบวงจร:

1.     ส่วยต้นทางด่านศุลกากร (140,000 บาท/ตู้): กลุ่มนายทุนจีนและ 7 บริษัทชิปปิ้งนำเข้าจะทำการสำแดงเอกสารเท็จที่ด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง แจ้งว่าเป็น "เศษเหล็ก" หรือ "เศษอลูมิเนียม" เพื่อหลีกเลี่ยงระบบสแกน X-ray ก่อนจ่ายส่วยใต้โต๊ะในอัตราเฉลี่ย 140,000 บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ ให้แก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าเพื่อแลกกับการปล่อยตู้สินค้าผ่านเข้าประเทศโดยไม่มีการเปิดตรวจ 100%

2.     ส่วยกลางทางและสติ๊กเกอร์รถบรรทุก: เมื่อตู้สินค้าหลุดออกจากท่าเรือ ขยะพิษจะถูกถ่ายโอนลงรถบรรทุกของเครือข่ายขนส่ง เช่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้อมฟาร์ม ทรานสปอร์ต ซึ่งถูกตรวจสอบพบว่าแจ้งหยุดดำเนินกิจการร้างในระบบตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังวิ่งรถจริง โดยรถบรรทุกเหล่านี้จะติด "สติ๊กเกอร์ส่วย" หน้ากระจกรถ เพื่อแอบอ้างสัญลักษณ์หรือบารมีของนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ ใช้ข่มขวัญและเป็นยันต์กันการตรวจค้นระหว่างขนส่งข้ามจังหวัด

3.     หลักฐานเด็ด "สมุดบัญชีส่วย": น้ำร้อนน้ำชาที่หล่อเลี้ยงขบวนการนี้ถูกเปิดเผยและเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนที่สุด นั่นคือชุดปฏิบัติการสุดซอย ของกระทรวงอุตสาหกรรม สมัยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นั่งป็น รมว.อุตสาหกรรม บุกเข้าตรวจค้น บริษัท เค.เอ.ดี. รีไซเคิล จำกัด ใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจุดฝังกลบกากพิษใต้ดินกว่า 50,000 ตัน โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึด "สมุดบัญชีส่วย" พร้อมสลิปหลักฐานการโอนเงินสดผ่านระบบธนาคาร บันทึกการจ่ายเงินรายเดือนและรายเที่ยวอย่างเป็นระบบ โอนตรงและโอนผ่านนอมินีเข้าสู่บัญชีข้าราชการกรมโรงงานฯ, อุตสาหกรรมจังหวัด, เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ตลอดจนข้าราชการระดับสูง และนักการเมือง/ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

วงจรส่วยที่ไหลลื่นตั้งแต่ด่านศุลกากรยันปลายทางบ่อฝังกลบนี้เอง ที่ส่งผลให้มาตรการทางกฎหมายหละหลวม และสั่งสมมลพิษมหาศาลลงสู่ผืนดินและแหล่งน้ำ จนสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้ประชาชนในพื้นที่อย่างไม่มีทางเลี่ยง

เมื่อ “รัฐบาลลุงตู่” เปิดประตูหายนะ ตามมาด้วยการสานต่อของ “รัฐบาลหนู” ที่อ้าแขนรับเงินอุดหนุนจากจีน แล้ว ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีให้เป็น ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรม จะเป็นความหวังของประชาชนได้อย่างไร?.