วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569

คอนเนกชันลับ "พล.ต.ต.วิชัย-โสภณ" จาก "สีฟ้า” สู่เก้าอี้ เสธ.“สีน้ำเงิน” ต้องขอบคุณ"เสรีพิศุทธิ์"!? ** ทุนเทาจะฮุบประเทศ! ขบวนการ “พ่อทิพย์” อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ “อนุทิน” ปล่อยปละละเลย ไม่แก้ไข

ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ คอนเนกชันลับ "พล.ต.ต.วิชัย-โสภณ" จาก "สีฟ้า” สู่เก้าอี้ เสธ.“สีน้ำเงิน” ต้องขอบคุณ"เสรีพิศุทธิ์"!?

แวดวงคอการเมืองมีเรื่องให้พากันตาค้าง เมื่อชื่อของ “ผู้การแต้ม” พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตมือปราบเจ้าของฉายา “มือปราบหูดำ” โผล่ขึ้นมารับตำแหน่งข้าราชการการเมือง นั่งแท่นที่ปรึกษาประธานรัฐสภาเคียงข้าง "โสภณ ซารัมย์" หรือ ประธาน"ซาเล้ง"

งานนี้ไล่เช็กเหตุผลกลได ทำไมระหว่าง "ผู้การแต้ม" กับ "ซาเล้ง" ถึงคลิกซึ่งกันและกัน เพราะหน้าฉากใครๆ ก็รู้ว่าผู้การแต้มเป็นสาย "สีฟ้า” ประชาธิปัตย์เข้มข้น แต่อยู่ดีๆ ไฉนถึงข้ามห้วยมาสวมเสื้อคลุม “สีน้ำเงิน” ของค่ายภูมิใจไทย ไปได้!?

เบื้องหลังเรื่องนี้... ต้องบอกว่า เพราะอุบัติเหตุการเมืองในอดีตที่ไม่มีใครคาดคิด และต้องย้อนไปขอบคุณอดีตตัวตึงวงการสีกากี อย่าง "บิ๊กตู่" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. นู่นเลย

ย้อนไปปี 2550 สมัยที่ผู้การแต้มยังเป็นแค่ “พ.ต.อ.” คุมพื้นที่นครบาล 2 ตอนนั้น “บิ๊กตู่ เสรีพิศุทธ์” กำลังเปิดศึกกวาดล้างบ่อนใหญ่ย่านประตูน้ำ อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วเกิดระแวงว่า “ผู้การแต้ม” ดันไป “ซี้ปึ้ก” รู้จักมักจี่กับคนในวงบ่อนอย่าง เฮียปอ-เจ๊หมวย-ตี๋พจน์... ผลลัพธ์ก็คือโดนคำสั่งฟ้าผ่า “เตะโด่ง” พ้นทางปืนจากเมืองกรุง ส่งไปไกลปืนเที่ยง เป็นรองผู้การอยู่บุรีรัมย์-เซาะกราว โน่น

หารู้ไม่ว่า...การโดนเด้งข้ามภาคแค่ปีเศษในวันนั้น คือจุดพลิกชีวิตของแท้

เพราะในความโชคร้าย ข้าวเปลือกเม็ดนี้ดันไปตกบนลานทองของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และก็เป็น “โสภณ ซารัมย์" เข้ามาเป็นเพื่อน ทั้งคู่ได้ทำความรู้จัก ทลายกำแพงจนกลายเป็น “คอนเนกชันลับ” แนบแน่นชนิดที่สังคมภายนอกไม่มีใครระแคะระคาย

หลังจากนั้น ผู้การแต้มก็ย้ายกลับนครบาล และลาออกจากราชการในปี 2555 แล้วกระโดดเข้าสู่ถนนการเมืองทันที ตั้งแต่ไปช่วยงาน “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” จัดระเบียบทางเท้าคลองถม-สะพานเหล็ก ยันลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ถึงจะสอบตก แต่ก็ได้รางวัลปลอบใจ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” จนกระทั่งเลือกตั้งปี 2566 เจ้าตัวเกิดถอดใจ ประกาศวางมือไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายอาชญากรรม จนยอดไลก์ปังๆ

แต่คนเมื่อมีดวงการเมือง...บทจะกลับมา สปอตไลต์ ก็ส่องทันที เมื่อเพื่อนเก่าอย่าง “โสภณ ซารัมย์” ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสภา สายสัมพันธ์ที่บ่มเพาะมาเกือบ 20 ปี จากความสนิทสนมในอดีต เลยกลายเป็น “ส้มหล่น” โอนสัญชาติเป็นขุนพลสีน้ำเงิน แบบไร้รอยต่อ

งานนี้คงต้องส่งกระเช้าไปกราบขอบพระคุณ “บิ๊กตู่ เสรีพิศุทธ์” งามๆ สักที ที่ส่ง “ผู้การแต้ม” ไปชุบตัวที่บุรีรัมย์ ในวันนั้น...จนได้เป็นที่ปรึกษา “ประธานซาเล้ง” ในสภาวันนี้!

++ ทุนเทาจะฮุบประเทศ! ขบวนการ “พ่อทิพย์” อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ “อนุทิน” ปล่อยปละละเลย ไม่แก้ไข

ปัญหาทุนเทา การฟอกเงิน นอมินีชาวไทยถือครองที่ดิน ตั้งบริษัท เปิดธุรกิจแทนทุนต่างชาติ กำลังเป็นภัยเงียบ ที่คืบคลานเข้ามาฮุบแผ่นดินไทย

อีกปัญหาหนึ่งที่นับว่าเป็นความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่สุด ในขณะนี้ คือ “ขบวนการพ่อทิพย์” หรือ การจ้างคนไทยให้จดทะเบียนรับเป็นพ่อเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะ คนจีน เพื่อสวมสัญชาติไทย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศในอนาคตอย่างมหาศาลโดยไม่ต้องสงสัย

การสวมสัญชาติในลักษณะนี้ ไม่ได้ทำแค่เพื่ออยู่อาศัย แต่เป็นยุทธศาสตร์การวางรากฐานระยะยาว ของ “กลุ่มจีนเทา” เพื่อใช้สัญชาติไทย เป็นเครื่องมือในการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถือครองที่ดิน และทำธุรกิจนอมินี ได้อย่างถูกกฎหมาย

นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในภัยด้านความมั่นคงของชาติ!

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจหลักกฎหมายสัญชาติไทย

ประเทศไทย ไม่ได้ใช้หลัก “เกิดในไทย = ได้สัญชาติไทย” เหมือนสหรัฐอเมริกา

แต่ประเทศไทยใช้หลัก “สายโลหิต” เป็นหลัก คือผู้ที่เกิดจากบิดา หรือมารดา ที่มีสัญชาติไทยย่อมมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย ขณะที่ผู้เกิดในไทย จากบิดามารดาที่เป็นคนต่างด้าว จะไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขเฉพาะตามกฎหมาย หรือมติของรัฐ ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นในตอนนี้คือ แม่ชาวจีน อุ้มท้องมาคลอดในไทย แล้วต้องการมีพ่อคนไทย ซึ่งเป็น “พ่อทิพย์” เป็นผู้ให้การรับรองบุตร

การได้สัญชาติไทย กรณีพ่อเป็นคนไทย จะมีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้

เมื่อเด็กเกิดและได้รับสูติบัตร ...ต้องพิสูจน์ว่าบิดาเป็นคนไทยจริง ...ถ้าพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส พ่อต้องดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมาย...เมื่อการรับรองบุตรสมบูรณ์ เด็กจึงสามารถใช้สถานะดังกล่าว เป็นฐานในการขอรับรองสิทธิในสัญชาติไทย ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “เกิดในไทย” แต่อยู่ที่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อ หรือแม่ ที่เป็นคนไทย สำหรับช่องโหว่ในเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายสัญชาติโดยตรง แต่อยู่ที่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่

ลองนึกภาพว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้ง ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนเด็กเกิด จึงต้องอาศัย เอกสาร คำให้การ พยานบุคคล เอกสารหลักฐานประกอบ

หากมีคนไทยยอมรับว่า “เด็กคนนี้เป็นลูกผม” ทั้งที่ไม่ใช่ลูกจริง และไม่มีหลักฐานที่ทำให้เกิดข้อสงสัย เจ้าหน้าที่ก็อาจไม่มีเหตุเพียงพอ ที่จะปฏิเสธได้ทันที

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมจึงมี “ขบวนการพ่อทิพย์”

ในเมื่อมี“พ่อรับจ้าง” ก็ย่อมมี นายหน้า ผู้จัดหา ผู้ประสานกับเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ต้องเคร่งครัดในการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน ผู้จ่ายเงิน สุดท้ายกลายเป็นธุรกิจใต้ดิน ที่มีมูลค่าหลายแสนบาทต่อราย

และหากไม่มีการปราบปรามอย่างจริงจัง ก็จะเกิด “ตลาดใต้ดินซื้อสิทธิความเป็นคนไทย”

เพื่อจะได้มีหนังสือเดินทางไทย มีบัตรประชาชนเป็นคนไทย มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิถือครองทรัพย์สิน มีสิทธิประกอบอาชีพ มีสิทธิในสวัสดิการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา หลักประกันสุขภาพ โครงการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐ

ตอนนี้ในกลุ่มจีนเทา คงมีการพูดกันว่า แค่“จ่ายเงินก็ได้สัญชาติ”

คราวนี้มาดูว่า หน่วยงานไหน ควรรับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วหากจะถอนรากถอนโคน ก็มีหลายหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

อันดับแรกเลย ...กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลงานทะเบียนราษฎร การรับแจ้งเกิด และการพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับสถานะบุคคล โดยสำนักทะเบียนอำเภอ และเทศบาล ซึ่งเป็นด่านแรกในการรับคำร้อง ตรวจสอบเอกสาร และ บันทึกข้อมูล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะหน่วยที่รับผิดชอบการสืบสวน หากเข้าข่ายการปลอมเอกสาร การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือการทำเป็นขบวนการ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หากพบว่ามีเครือข่ายขนาดใหญ่ หรือมีลักษณะเป็นคดีพิเศษ

อัยการ และศาล ในการดำเนินคดีอาญา

หากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. ก็ต้องเข้ามามีบทบาทในการไต่สวนเจ้าหน้าที่ ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะถ้าจับแค่คนที่รับจ้างเป็น “พ่อทิพย์” อย่างเดียว ย่อมหยุดขบวนการนี้ไม่ได้

ปัญหาใหญ่ที่กระทบความมั่นคงของชาติขนาดนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กลับยังไม่มีแอกชันใดๆ

ก็ต้องถาม“อนุทิน” ดังๆว่า จะจัดการปราบ “ขบวนการพ่อทิพย์” กี่โมง