ก.พ. ออกกฎใหม่ "ห้ามข้าราชการ โอน(ย้าย)" ไป กระทรวง กรม หรือหน่วยงานภูมิภาคอื่น ก่อนทำงานครบ 2 ปี แต่ไม่ปิดกั้นหากมีเหตุผลความจําเป็นพิเศษ อ้างเหตุปัญหาปัจจุบัน การสรรหาและพัฒนาบุคลากร ไม่เกิดความคุ้มค่า การบริหารอัตรากําลังขาดความต่อเนื่อง กระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ และการให้บริการประชาชน เผยหากครบ 2 ปีแล้ว ให้ "ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่าย" ดำเนินการ เผยกรณี "ห้าม 2 ปี ย้ายโอน" ขรก.ท้องถิ่น ถูกห้ามมานานแล้ว
วันนี้ (24 ก.ค.2569) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.พ. มีหนังสือที่ นร 1006/ว 10 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภททั่วไปและประเภทวิชาการ
ลงนาม โดยนายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. เวียนถึงหน่วยงานรัฐในระดับ กระทรวง กรม และจังหวัด
หนังสือระบุว่า ตามที่กฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภททั่วไปในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2564
และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภทวิชาการในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2564
กําหนดให้ การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในกระทรวงหรือกรมอื่น จะดําเนินการได้ต่อเมื่อกระทรวง หรือกรม ที่จะรับโอนประสงค์จะรับโอนผู้นั้นไปแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในกระทรวงหรือกรมที่จะรับโอนนั้น
"เว้นแต่ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุของกระทรวง หรือกรม ที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ เห็นว่ามีความจําเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ อาจยับยั้งการโอนได้ไม่เกิน 90 วัน นับแต่วันที่กระทรวงหรือกรมที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ได้รับทราบ"
และในกรณี ที่มีเหตุผลความจําเป็นเป็นพิเศษที่ไม่อาจดําเนินการตามที่กําหนดในกฎ ก.พ. นี้ การจะดําเนินการประการใด ให้เป็นไปตามที่ ก.พ. กําหนด นั้น
บัดนี้ ก.พ. พิจารณาแล้ว เห็นว่า ปัจจุบันส่วนราชการประสบปัญหาจากการโอนของข้าราชการพลเรือนสามัญ ภายหลังได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในส่วนราชการได้ไม่นาน
"ส่งผลให้การสรรหาและพัฒนาบุคลากร ไม่เกิดความคุ้มค่า การบริหารอัตรากําลังขาดความต่อเนื่อง กระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ และการให้บริการประชาชน"
ดังนั้น เพื่อให้การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญของส่วนราชการ เป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจภาครัฐ ความมีประสิทธิภาพ และเกิดความคุ้มค่า โดยคํานึงถึงประโยชน์ ของทางราชการ ก.พ.
จึงอาศัยอํานาจตามข้อ 7 ของกฎ ก.พ. ทั้ง 2 ฉบับ กําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการโอน ข้าราชการพลเรือนสามัญตําแหน่งประเภททั่วไปและประเภทวิชาการ ดังนี้
1. ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องปฏิบัติราชการในส่วนราชการนั้นเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยห้ามโอนไปส่วนราชการอื่น
2. กรณีผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญได้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการนั้น เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี แล้ว
"มีความประสงค์จะโอนและส่วนราชการที่จะรับโอนประสงค์จะรับโอนผู้นั้น ให้ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายดําเนินการโอนตามที่กําหนดไว้ในกฎ ก.พ. ทั้ง 2 ฉบับ ต่อไป แล้วแต่กรณี"
3. กรณีมีเหตุผลความจําเป็นเป็นพิเศษ ผู้มีอํานาจสั่งบรรจุของกระทรวงหรือกรมที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ อาจพิจารณาอนุญาตให้ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ
ซึ่งปฏิบัติราชการในส่วนราชการนั้น เป็นเวลาน้อยกว่า 2 ปี โอนได้เป็นรายกรณี โดยให้ระบุเหตุผลความจําเป็นประกอบการอนุญาตให้โอนในแต่ละกรณีด้วย
4. กรณีที่ส่วนราชการมีการบรรจุหรืออยู่ระหว่างดําเนินการเพื่อบรรจุบุคคลใดเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ก่อนวันที่หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
"การโอนฉบับนี้มีผลใช้บังคับ การโอนบุคคลนั้น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโอนที่ ก.พ. กําหนดไว้ในกฎ ก.พ. ทั้ง 2 ฉบับ ต่อไป แล้วแต่กรณี
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ได้แจ้งให้กรมและจังหวัด ทราบด้วยแล้ว สํานักตรวจสอบและประเมินผลกําลังคน
มีรายงานว่า สำนักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. (ก.กลาง ท้องถิ่น) เคยเวียนหนังสือ ถึง ก จังหวัด ว่าด้วย ระเบียบที่กำหนดการโอนย้ายข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งระบุว่าต้องทำงานใน อปท. ครบ 2 ปี โดยผ่านการทดลองงาน ถึงจะสามารถโอนย้ายได้
อย่างไรก็ตาม กรณี ท้องถิ่น สามารถโอนได้ในกรณีมีความจำเป็น เช่น ไม่มีคนดูแลพ่อแม่ ที่เจ็บป่วย ,มีความคับข้องใจในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน สามารถทำเรื่องโอนได้เมื่อบรรจุครบ 6 เดือน และได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้ว
"โอนกรณี ทำงานครบ 2ปีแล้ว มีระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่บรรจุครบ 2 ปี สามารถโอนย้ายได้ และ กรณีเมื่อทำงานครบ 1 ปี ซึ่งได้บรรจุแล้ว สามารถโอนไปภาค/เขตอื่น.


