ในช่วงที่คดีฮั้วสว. กำลังฝุ่นตลบ ชุลมุน และมีแนวโน้มลามเข้าสู่ “นิติสงคราม”
ถ้าลองถอยออกมาจากรายละเอียดทางคดีสักก้าว แล้วมองกระดานการเมืองไทยทั้งกระดาน
ภาพที่เห็นชัดในตอนนี้ คือ พรรคประชาชนและฝ่ายค้าน พร้อมแนวร่วมภาคประชาชน กำลังเดินหน้ากดดันพรรคภูมิใจไทยอย่างหนัก จากคดีฮั้ว สว. ถึงขั้นเตรียมนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ หัวหน้าพรรคประชาชน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ก็ประกาศลั่น จะเดินหน้าขยายผล รวมถึงนำประเด็นนี้ร้องไปยัง ป.ป.ช.ด้วย ขณะที่แนวร่วมภาคประชาชน มองไปถึงเรื่องยุบพรรค
พูดง่ายๆ คือ “ส้ม” กำลังเอาสปอตไลต์ไปส่อง “น้ำเงิน” แล้วเรียกให้คนมาดูว่ามันทำเรื่องร้ายแรงอะไรไว้บ้าง
ถ้าถามว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ใครได้ประโยชน์?...คำตอบอาจไม่ใช่ “ส้ม” ที่กำลังส่งเสียงตะโกนดังที่สุด
แต่“พรรคร่วมรัฐบาล” อย่างพรรคเพื่อไทย อยู่ในสถานะที่น่าสนใจมาก
คน “เพื่อไทย” ใส่เสื้อแดง แสดงท่าทีว่าไม่จำเป็นต้องออกมาปกป้อง “ภูมิใจไทย” ทุกเรื่อง ขณะเดียวกันก็ไม่ฉวยโอกาสกระทืบซ้ำ
“แดง”ปล่อยให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ของฝ่ายค้านไป และปล่อยให้ภูมิใจไทยตั้งรับกันเอาเอง ส่วนเพื่อไทย ยืนอยู่ตรงกลาง แล้วบอกว่า
“เรื่องนี้เป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป”
นี่คือท่าที ที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” แสดงออกอย่างชัดเจน หลังกกต.มีมติในเรื่องนี้ โดยย้ำว่าเมื่อครั้งเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ก็ขับเคลื่อนเต็มที่ แต่วันนี้เมื่อเป็นอำนาจขององค์กรอิสระ ก็ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินไปตามเส้นทางของมัน
คราวนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของ “คดีฮั้วสว.” ก็จะเห็นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล ที่เพื่อไทยเป็นแกนนำ
“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯ นั่งเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ...กระทรวงยุติธรรมอยู่ในมือ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” และ “ดีเอสไอ” ก็เข้ามารับคดีฮั้วสว. เป็นคดีพิเศษในประเด็น “ฟอกเงิน”
“เพื่อไทย” ประกาศอย่างเป็นทางการว่า การรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เป็นการทำตามกฎหมาย ไม่ได้ใช้ “ดีเอสไอ”เป็นเครื่องมือทางการเมือง และต้องการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส
ภาพเก่าที่ผุดขึ้นมา คือ “เพื่อไทยกับภูมิใจไทย” เคยขับเคี่ยวกันแบบเอาเป็นเอาตายมาก่อนกับเรื่องนี้
แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป อำนาจไม่ได้อยู่ในมือเพื่อไทยเหมือนตอนนั้น คดีไปอยู่ในมือองค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรมแล้ว ขณะที่ฝ่ายค้านก็กำลังใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบรัฐบาลภูมิใจไทย
ภาพการเมืองที่เห็นในตอนนี้ คือ ... คนหนึ่งเปิดเกมรุกไล่ คนหนึ่งตั้งรับ และอีกคนหนึ่งยืนกอดอกดูเกม
อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงภาพที่เห็น อย่าเพิ่งไปชี้หน้าว่าเพื่อไทย “จงใจ” ปล่อยให้ฝ่ายค้านถล่มภูมิใจไทย ส่วนตัวเองรอเก็บเกี่ยว...เพราะเรามีหลักฐานที่จะไปว่าเขาอย่างนั้น!!
สิ่งที่พอจะพูดได้จากพฤติกรรมที่ปรากฏคือ เพื่อไทย ไม่ได้ออกมาเป็นแนวหน้าปกป้องภูมิใจไทย ทำให้เพื่อไทย ไม่ต้องเสียต้นทุนทางการเมืองไปกับเรื่องนี้
นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจ...เพราะถ้าภูมิใจไทย ถูกฝ่ายค้านกดดันหนักขึ้น ก็ยิ่งต้องคิดถึงเรื่อง “เสียงในสภา” มากขึ้น
โดยเฉพาะถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นจริง
จากวิกฤต “ฮั้ว สว.” มันก็จะลามไปถึงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล
และตรงนี้เองที่ พรรคกล้าธรรม และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เริ่มโผล่เข้ามาอยู่บนกระดาน
ช่วงที่ผ่านมา มีทั้งข่าวและสัญญาณเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ภูมิใจไทย กับ กล้าธรรม ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ไม่ได้ปิดประตูเรื่องการร่วมรัฐบาล และ กล้าธรรมเองก็มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาลในบางจังหวะ โดยเฉพาะการโหวตงบประมาณปี 70 ที่เพิ่งผ่านไป
ฉะนั้น ถ้ามองเชิงโครงสร้างในภาพรวม สิ่งที่ภูมิใจไทย กำลังแสดงออก ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “กลัวอภิปรายไม่ไว้วางใจ” แต่น่าจะใช้คำว่า ยิ่งมีศึกข้างหน้า ก็ยิ่งต้องทำให้ฐานเสียงในสภาให้มั่นคง
เปรียบกับ “กุนซือทีมฟุตบอล” เมื่อรู้ว่าจะต้องเล่นเกมหนัก ก็ต้องเตรียมม้านั่งสำรองไว้ให้พร้อม!
ขณะเดียวกัน ถ้าสมการเสียงในรัฐบาลมีพรรคอื่นเข้ามาเพิ่ม น้ำหนักต่อรองของแต่ละพรรคก็จะเปลี่ยนไป
ตรงนี้เองที่เพื่อไทยต้องจับตา เพราะเดิมทีการมีเพื่อไทยอยู่ในรัฐบาล ทำให้ภูมิใจไทย ต้องคำนึงถึงเสียง และท่าทีของเพื่อไทย อยู่ตลอด
แต่ถ้าภูมิใจไทย สามารถสร้างฐานสนับสนุนจากพรรคอื่นเพิ่มเติมได้ ความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำเงินกับแดง” ก็อาจเปลี่ยนจากการ “พึ่งพากัน” ไปสู่การ “ต่อรองกัน” มากขึ้น
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เพื่อไทย เลือกที่จะไม่กระโดดลงไปปกป้อง ภูมิใจไทย ทุกหมัด ทุกเท้า
ไม่ใช่เพราะต้องการให้รัฐบาลล้มไป ...แต่ในทางการเมือง การปล่อยให้คู่แข่งร่วมรัฐบาลถูกกดดันบ้าง ก็จะทำให้โต๊ะเจรจาต่อรองภายในรัฐบาล เปลี่ยนสมดุลได้
และอีกด้านหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าเพื่อไทยเองก็มีต้นทุนของเรื่องนี้อยู่ เพราะคดีฮั้วสว. คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวน ที่เกิดขึ้นในช่วงเพื่อไทยเป็นรัฐบาล
ดังนั้น เพื่อไทยจึงมีเหตุผลที่จะไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นสงครามของตัวเองกับภูมิใจไทย
เพราะถ้าเปิดเกมแรงเกินไป อีกฝ่ายก็สามารถย้อนถามได้ว่า “แล้วตอนที่พวกคุณเป็นรัฐบาล ใครเป็นคนเปิดแฟ้มนี้ขึ้นมา?”
นี่แหละ คือความย้อนแย้งของเกมฮั้วสว. ระหว่าง แดงกับน้ำเงิน
ฉะนั้น เกมนี้ไม่ใช่แค่ “ส้ม” ปะทะ“น้ำเงิน” แต่มี “แดง” ยืนอยู่บนกระดานด้วย
“แดง” อาจไม่ได้ต้องการชนะเกมนี้ ด้วยการยิงใครให้ล้ม แต่อาจต้องการเห็นว่า ถ้าน้ำเงินถูกกดดัน น้ำเงินจะต้องยอมต่อรองกับใครมากขึ้น
นั่นคือ สิ่งที่น่าจับตาที่สุด เพราะ “หัวใจของเกมการเมือง คือเรื่องต่อรองผลประโยชน์!”
ดังนั้น เมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ภูมิใจไทยจะตอบฝ่ายค้านอย่างไร?” เพราะการเมืองในสภา เป็นเรื่องของ “จำนวนมือ”
ความเป็นความตาย จึงขึ้นอยู่กับว่า ภูมิใจไทยจะรวบเสียงได้แค่ไหน และพรรคไหนจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญ ในวันที่ต้องโหวต!
ส่วนเพื่อไทย จะถอนตัวจากรัฐบาลหรือไม่?...คำตอบคือ ฝุ่นยังตลบอย่างนี้ จึงเร็วเกินไปที่จะฟันธง
ดังนั้น สิ่งที่เรากำลังเห็นในเวลานี้ อาจไม่ใช่เกม“จะล้มรัฐบาลหรือไม่”
แต่เป็นเกม “ใครจะมีอำนาจต่อรองมากที่สุด เมื่อถึงวันที่รัฐบาลต้องใช้เสียง?”
และเมื่อมองกระดานการเมืองในวันนี้ ก็พอจะเห็นแล้วว่า “น้ำเงิน-แดง-เขียวและส้ม” ใครกำลังบีบใคร และ ใครกำลังเก็บไพ่ไว้ในมือ!


