กลายเป็นประเด็นร้อนที่ไม่อาจมองข้ามได้ทีเดียว สำหรับการที่สภากรุงเทพมหานครตัดงบประมาณโครงการรถขยะพลังงานไฟฟ้า (EV) ออกทั้งหมด และมีข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก TOR ด้วยกระทบไปถึงทีมบริหารกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่นำโดย “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก
“นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สก.กทม.พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลว่าในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา สก.พรรคประชาน ผ่านงบรถขยะ EV 11 โครงการ งบ 10,000 ล้าน แต่กทม.ได้งบแล้ว ไปจัดซื้อแบบไหน ทำไมโครงการแท้ง ?กล่าวคือ ปี 66 ผ่านงบเช่ารถขยะ 3 โครงการ 3,900 ล้าน ก็เอาไปเช่า รถขยะ EV ปี 67 ผ่านงบเช่ารถขยะ 4โครงการ 6,000กว่าล้าน ก็เอาไปเช่า รถขยะ EV
นอกจากนี้ในปี 67 ผู้ว่าฯ กทม.ก็ใช้กลางที่ผ่านให้ ไปเช่ารถขยะ EV 4 โครงการ 241ล้านเช่นกัน แถมปี 68 สก.พรรคประชาชนช่วยผู้ว่าฯโหวตกันงบเงินเหลื่อมปี ไม่ให้ โครงการรถขยะ EV ที่เป็นงบผูกพันตก
ส่วนปี 69 ก็โหวตผ่านงบ outsource จ้างเหมาเก็บขยะ ด้วยรถขยะ EVพร้อมตัดงบโครงการจ้างเหมารถกวาดขยะ เพราะจะใช้รถสันดาป ไม่ยอมเสนอเป็นรถ EV
นายศุภณัฐเปิดเผยถึงสาเหตุที่ ทำไมยังไม่มีรถขยะ EV ด้วยว่า ก็เพราะ กทม. ได้งบแล้ว แต่ทำผิดกฎหมาย ผิดระเบียบเอง ไปเขียน TOR ล็อกสเปกไปกีดกันการแข่งขัน ไปเอื้อเอกชนบางเจ้า มีพุธข้อสงสัยเยอะ และยังทำงบประมาณผิดพลาด จนโดนร้อง โดนท้วงติงเต็มไปหมด จนโครงการไปต่อไม่ได้ ล่มคามือ ทั้ง 11 โครงการ
สำหรับในปี 69 ผู้ว่าฯ กทม.ของบรถขยะ EV อีก 4 โครงการ 6,000 ล้าน ซึ่งกลายเป็นโครงการที่ไม่สามารถผ่านงบ EV ให้ได้จริงๆ ก็เพราะรอบนี้ กทม.มาขอให้สภา “ตีเช็คเปล่า 6,000 ล้าน” 4 โครงการ โดยไม่เอาร่าง TOR ให้ดู ซึ่งผู้ว่า ฯ กทม.ประกาศกลางสภาว่า “ไม่มีร่าง TOR”
“เมื่อกทม.ไม่ให้ TOR เราก็พิจารณาไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปจัดจ้างกันแบบไหน และเราจะปล่อยก็ไม่ได้ ก็เพราะ 11 โครงการก่อนหน้า ที่พังไม่เป็นท่าก็เพราะ TOR (คือ ถ้าเป็นโครงการใหม่ ไม่เคยมีประวัติทุจริต จะไม่ว่าเลย แต่นี่มีประวัติชัดเจน แล้วจะให้ หลับตาผ่านงบให้ งั้นสภา จะไปต่างอะไรกับ ตรายาง??)”
นายศุภณัฐกล่าวด้วยว่า ถ้าใครติดตาม โครงการเช่ารถขยะ EV 2 ปีที่แล้ว 270 วัน รวม 4 โครงการ ก็จะรู้ว่ามันฉาวขนาดไหน เพราะมีกระบวนการวางแผน เพื่อจะให้บางบริษัทเท่านั้น ที่เข้าเสนอราคาได้ โดยการเจาะจงเชิญเฉพาะบางบริษัทให้เข้าเสนอราคา แทนที่จะเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขัน ไม่เพียงแค่นั้น แต่มีการกำหนด TOR ให้ส่งมอบรถ 470 คัน ภายใน 30 วันคือ ขนาดคนซื้อรถบรรทุกเปล่าๆยังยากเลย
แต่นี่รถขยะ ที่ต้องสั่งรถหัวลาก EV มา ซึ่งหลักๆ คือมาจากจีน และไปต่อตัวถังเป็นถังพิเศษ ตามสเปกของกทม. และมาส่งมอบให้กทม.ภายใน 30วัน ซึ่งตอนแรกคิดว่า กทม.อาจจะไม่รู้เรื่องหรือป่าว เลยเขียนมา 30วัน แต่พอไปดู TOR อื่นๆของกทม.ก่อนหน้านี้ เขียนระยะเวลาส่งมอบรถ นานกว่า 30 วันหมด
“คือคนที่จะมีรถส่งก็มีแค่คนที่ซื้อรถรอไปก่อนหน้านี้ แต่ทำให้มั่นใจว่าซื้อแล้วจะไม่ดอย ก็ต้องทำ TOR แบะกระบวนการจัดซื้อเพื่อล็อคมง เอาให้ได้สัญญาระยะสั้น 270 วันไปก่อน ส่วนปีหน้า เดียวค่อยหาทางล็อกไปเอาสัญญาระยะยาว สุดท้ายก็ตามคาด มีแค่ 1บริษัทเสนอราคา และก็ชนะไปทันที (แต่สุดท้าย ทั้ง 4 โครงการ โดนตรวจสอบ มีประเด็นปัญหา ก็เลยล่มไป)”
นายศุภณัฐกล่าวด้วยว่า ถ้า กทม.จะทำโครงการต่อไปต้องเคลียร์ให้ชัดหลักๆ 5 เรื่องคือ
1. ตอบให้ได้ ทำไมถึงไม่กล้า pilot ทดลองใช้รถ 1-2เดือนก่อนไปจัดซื้อจัดจ้างจริง pilot มันไม่ดีอย่างไร
2. เปิดร่าง TOR โครงการใหม่ ที่ไม่มีมีการล็อกสเปก หรือ จงใจเปิดช่อง ให้เสียค่าโง่ เพื่อช่วยเอกชนบางเจ้า
3. เคลียร์โครงการเดิม ที่โดนร้องทุจริต โดยเฉพาะเช่ารถขยะ 270 วัน ที่กระบวนการล็อคมง ช่วยเอกชนบางราย
4. ออกแผนเพิ่มสัดส่วน outsource จ้างเหมาในระยะยาว ที่จะทำให้กทม.หลุดพ้นจากการเช่ารถขยะ (เพราะการเช่ารถ ที่ง่ายต่อ การล็อคสเปครถ)
5. เคลียความย้อนแย้งเรื่อง ที่ชาร์ตรถ (รถน้ำ EV ให้เอกชนทำ แต่พอรถขยะ EV กทม.ดันจะทำที่ชาร์ตเอง)
ด้าน “นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า การดำเนินโครงการมี 2 ขั้นตอนที่ต้องแยกจากกัน โดยขั้นตอนที่ 1 คือ การของบประมาณ ขณะนี้ กทม. อยู่ในขั้นตอนการจัดทำข้อมูลเพื่อ สืบราคาจากภาคเอกชน ซึ่งตัวเลขที่ได้ใช้ประกอบการกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ ยังไม่ใช่ TOR สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างจริง
ส่วนขั้นตอนที่ 2 คือ การทำ TOR นั้น หากได้รับงบประมาณ จึงจะเข้าสู่การจัดทำ TOR ซึ่งต้องจัดทำ TOR ใหม่อย่างรอบคอบ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ขั้นตอนปัจจุบัน ยังไม่ใช่ขั้นตอนการกำหนด TOR เพื่อจัดซื้อจัดจ้าง
นายพรพรหมกล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดทำ TOR นั้น สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ดำเนินการตามคำแนะนำของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 6 กระทรวง รวมถึงกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิจารณา มีคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คปท.) ร่วมดำเนินการตามข้อตกลงคุณธรรม เปิดให้ภาคเอกชนร่วมแสดงความคิดเห็นหลายครั้ง เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใสและรอบคอบ
ทั้งนี้ จากการตัดงบฯ รถขยะ EV ทำให้กทม. จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยกลับไปใช้วิธี เช่ารถขยะเครื่องยนต์ดีเซลระยะสั้นต่ออีก 1 ปี ยังคงใช้งานรถที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมีการปล่อยมลพิษ ตัวเลือกผู้ให้บริการอาจมีข้อจำกัด เพราะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีรถและความพร้อมในการให้บริการ
ที่สำคัญคือ กทม.พลาดการเปลี่ยนผ่านสู่ รถขยะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและมลพิษ การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งมูลค่าโครงการตลอด 5 ปี ประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถ ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้กว่า 4,000 ล้านบาท โดยเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้ สามารถนำไปใช้พัฒนาบริการหรือดำเนินโครงการอื่น ๆ เพื่อประชาชนได้
“กทม. พร้อมรับฟังทุกความเห็นจากทุกภาคส่วน และยินดีชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน”นายพรพรหมกล่าว


