ส่องรอยร้าวภูมิใจไทยหลังมติฮั้ว สว.
ทำไม “ครูแก้ว-ศุภชัย โกเกียรติ” ไม่รอด?
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติในคดีฮั้ว สว. ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั้งเมือง เพราะมติของ กกต.เสียงข้างมากที่ออกมาดำเนินไปในทิศทาง “เล่นงานแต่ปลาตัวเล็ก แต่กลับปล่อยปลาตัวใหญ่” ที่เป็นต้นตอของขบวนการฮั้ว สว.ไปทั้งหมด
ยิ่งเมื่อมีคำอธิบายจาก “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่ง 2 กกต.เสียงข้างน้อยที่มีมติเห็นสมควรให้ฟ้อง “กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย” ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นร่องรอยของความผิดปกติ
นายสิทธิโชติ ระบุว่า ในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ที่เกี่ยวกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรค กกต. ไม่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ โดยมีมติ 5:2 ซึ่งเสียงข้างน้อยคือ ตนเองกับนายชาย นครชัย เหตุผลก็เพราะจากหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างเชื่อได้ว่า การกระทำครั้งนี้ทำกระจายทั่วประเทศ แต่จับได้ในบางจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี และนครสวรรค์ ซึ่งพบว่ามีการจัดทำโพย โดยภายในโพยฮั้วจะมีหมายเลข ซึ่งคนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ในหมายเลข 12 โพยนี้ทั้งนั้น และถูกลงโทษจากกลุ่มที่มาทำโพยกัน การลงโทษนี้ส่งผลให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นการทุจริต และอาจไปถึงคดีอาญาได้ด้วย หากมองเช่นนี้ ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคพรรคเดียว โดยไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคดังกล่าว
ทั้งนี้ โพยดังกล่าวไปสอดคล้องกับคำให้การของพยานหมายเลข 16 ที่กลับให้คำให้การในภายหลังที่ชี้แจงว่า ในการประชุมพรรคได้มอบหมายให้ สส.และบุคลากรภายในพรรคดำเนินการ ซึ่งส่วนตัวตนเองไม่ได้เชื่อพยานคนดังกล่าว แต่คำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติ ถ้าพิสูจน์ได้ก็น่าเชื่อถือ เบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน พยานให้การว่าติดต่อใครของพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคก็มีการยึดโยงกันอยู่
นอกจากนี้ หลังจากที่ กกต. ประกาศผล มีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 โดยคนที่อยู่ในพรรคก็มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งพยานที่เป็นเลขานุการของ สส. ได้มาให้การว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. มีการเก็บโทรศัพท์มือถือ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา ซึ่งอาจรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ พฤติการณ์เหล่านี้และการติดต่อกันทางโทรศัพท์ถือว่าสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นของมติเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่า เป็นการสนับสนุนและร่วมกันจัดทำโพยฮั้วตามที่พยานปากนี้ให้การ รวมถึงนายดิเรก พรสีมา ก็ให้การสอดคล้องกัน โดยระบุชื่อบุคคลหนึ่งว่าอยู่กับรัฐมนตรี
นายสิทธิโชติ ระบุว่า ตนไม่เชื่อว่าพยานหมายเลข 16 กลับคำให้การเพราะถูกข่มขู่ เนื่องจากพยานเป็นผู้มีบารมีและยังดำรงตำแหน่ง สส. ของพรรคการเมืองนั้นในขณะที่มาให้การ ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งการมายื่นหนังสือกลับคำให้การต่ออนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นั้น ถือว่าห่างจากวันที่เคยให้การไว้เป็นเวลานานมาก
“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงนี้ เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้าง มองทั้งตัวแล้ว ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ว่า ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรว่าผิดตามข้อหาที่ 1-2” นายสิทธิโชติกล่าว
นั่นคือประจักษ์พยานสำคัญในทางคดี ซึ่ง “วัตร ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า“ทางออกจากปม“ฮั้ว สว. 2567 อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง”
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากคดีความที่จะดำเนินต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ สถานการณ์ภายในของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ทำท่าว่า จะมีปัญหา ด้วยเมื่อตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกฟ้องในกลุ่มบุคคลอื่นส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย และมีหลักฐานปรากฏค่อนข้างชัดเจน ขณะที่กลุ่ม สว. ที่ถูกฟ้องก็ล้วนเป็น “สว.สีน้ำเงิน” เนื่องจากเคยเป็นอดีตผู้สมัคร สส. สังกัดพรรคภูมิใจไทยมาก่อน
เริ่มตั้งแต่ศุภชัย
โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ และรมช.เกษตร สุบิน ศักดิ์ดา อดีตผู้ช่วย
สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สส.สุโขทัยเขต 4 พรรคภูมิใจไทย
สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ พ่อ ของนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยวาริน ชินวงศ์ นายก อบจ. จ.นครศรีธรรมราช อดีตเลขานุการส่วนตัวของ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคภูมิใจไทย
รวม
ถึงน.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สว. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอดีตผู้สมัคร สส. เขต 3 ซึ่งเป็นพี่สาวของ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส. ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย และ นายนิพนธ์ เอกวานิช สว.จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สส. เขต 1 จังหวัดภูเก็ต สังกัดพรรคภูมิใจไทย
ในกรณีของ “สหายแสง” หรือครูแก้ว-ศุภชัยนั้น แรกๆ หลายคนอาจงงอยู่ไม่น้อยว่า ทำไมถึงไม่รอดเหมือนกันคนอื่นๆ เพราะไม่ลืมว่าเขาคือแกนนำ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’
ทว่า เมื่อ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” แล้ว ก็เข้าใจได้ ด้วยการที่ถูกกกต.มีมติส่งฟ้องนั้น ถูกตีความว่า เป็นการแบกรับเพื่อตัดตอนทางการเมืองหรือไม่ ด้วยตัวครูแก้วเองก็เผชิญคดีความต่างๆ มากมาย ณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลผิดคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม กรณีถือครองที่ดินกว่า 220 ไร่โดยไม่มีคุณสมบัติได้รับการจัดสรร ต่อมาศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองของเขาตลอดชีวิต เมื่อ มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้อาจมีอะไร “ต่างตอบแทน” อยู่ ก็เป็นได้?
ขณะที่ โกเกียรติ-สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยใครๆ ก็รับรู้ว่า โกเกียรติมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันอย่างมากกับ “ครูใหญ่เน” จนสามารถส่งลูกมานั่งเก้าอี้ มท.4 ได้ แถมยังเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ “ตระกูลรัชกิจประการ” มายาวนานหลายสิบปี
ประเด็นที่ต้องขยายแผลกรณีโกเกียรติก็คือ การที่ในระยะหลังๆ มีเสียงร่ำลือกันหนาหูว่า “เลียงประสิทธิ์” เกิดความร้าวฉานบางอย่างกับ ‘รัชกิจประการ’
ก็ไม่รู้ว่า มีอะไรในกอไผ่หรือไม่ เพราะเมื่อช่วงต้นปี 2569 นายสมเกียรติถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลผิด ร่วมกับ “สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์” ผู้เป็นลุง และนายก อบจ.สตูล กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า
วันที่ 15 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่อง บุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้อง เป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ว่า “ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้แจ้งมาโดยตลอดว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ส่วนที่บอกว่า ใครเป็นฐานของใคร อะไร อย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุน หรือให้การช่วยเหลือได้”
และเมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทยหรือไม่ เนื่องจากมีรายชื่อของนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาถูก กกต.ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้เจอกัน เดี๋ยวคงจะคุยกัน
งานนี้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่อง “เครือข่ายอีสานใต้” กำลังรุกคืบเข้าไปแทนที่ “โกเกี้ยะ-พิพัฒน์” ขุนพลภาคใต้ของระบอบสีน้ำเงิน เป็นที่จับจ้องอีกครั้ง


