ผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย” ล่าสุดโดยสวนดุสิตโพล ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ทรุดยาวมาอยู่ที่ 3.71 จากคะแนนเต็ม 10 นี่คือ “สัญญาณไซเรน” เตือนภัยขั้นวิกฤตที่บ่งชี้ว่า สายป่านความอดทนของคนไทยต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังขาดสะบั้นลง
เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดของผลโพล ยิ่งพบ “จุดสลบ” ที่อันตรายถึงชีวิต นั่นคือคะแนนในมิติ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส ร่วงลงมาเหลือเพียง 3.27 คะแนน ขณะที่ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ดิ่งต่ำที่สุดที่ 3.01 คะแนน สะท้อนชัดว่า ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในเรื่องธรรมาภิบาล หรือความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายอนุชิน ชาญวีรกูล อย่างสิ้นเชิง และกำลังมองว่ารัฐบาลชุดนี้เดินมาถึงจุดที่ “ปัญหาเก่าแก้ไม่ได้ แถมปัญหาใหม่ยังประเคนเข้ามาเป็นหมัดชุด” อีกต่างหาก
สารพัดศึกรุมเร้า 3 แนวรบที่สั่นคลอนหนัก
ภาพการเมืองในขณะนี้จึงไม่ต่างอะไรกับสภาวะ “ศึกรอบด้าน” ที่ถั่งโถมเข้าใส่รัฐบาลอนุทินพร้อมๆ กันถึง 3 แนวรบหลัก แรกสุด คือ แนวรบมวลชนปกป้องปากท้อง ทรัพยากร และสู้มลพิษ ซึ่งเวลานี้กระแสการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เครือข่าย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และเกษตรกรภาคเหนือต้องระดมพลมาปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิชุมชนและโฉนดชุมชนที่ไร้ความชัดเจน ขณะที่ภาคใต้ก็ลุกฮือเข้าสมทบเดินหน้าคัดค้านโครงการ แลนด์บริดจ์ หลังรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าต่อภายใต้การแปลงร่างเป็นโครงการ Missing Link ทั้งที่ประชาชนและรัฐบาลมีข้อตกลงร่วมกันว่าควรยุติ
ยังไม่นับรวมเวทีรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประชาชนตำบลหนองขาวนับพันคนพร้อมใจกันยกมือ ไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงงานแต่งแร่ พร้อมเรียกร้องให้ปรับผังเมืองกลับเป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งปรากฏการณ์ต้านโครงการ Data Center, เหมืองแร่, เหมืองทองคำ ผสานเข้ากับกระแสต้าน “ทุนจีนสีเทา” ที่เข้ามาแทรกซึม ประกอบธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย แย่งอาชีพคนไทย และปล่อยมลพิษโดยรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ทำให้เพิ่มดีกรีองศาเดือดให้ความไม่พอใจรัฐบาลนายอนุทิน ที่เพิกเฉยต่อเรื่องเหล่านี้ทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ
ตามมาด้วย แนวรบธรรมาภิบาลและรอยแผลคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นแผลฉกรรจ์ที่กำลังกลายเป็นคราบเลือดหมักหมม นั่นคือเรื่องความโปร่งใสในกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับของนายกฯ อนุทิน ทั้ง กรณีทุจริตแก้คะแนนสอบข้าราชการท้องถิ่น นับพันราย
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อครหาเงื่อนไข TOR ล็อกสเปกใน โครงการ TH-AI Passport รวมทั้งคดี ฮั้วเลือก สว. ที่ฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมเตรียมเปิดแผลซ้ำ ลามไปจนถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลนายอนุทินวาดฝันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทว่ากลับไม่มีรายละเอียดชัดเจน จนถูกกังขาว่าเป็นการกู้เงินมาประเคนให้กลุ่มทุนพลังงานสายตรง ใช่หรือไม่?
อีกแนวรบที่หนักหน่วงสุด หนีไม่พ้น แนวรบเศรษฐกิจและปากท้อง โดยผลโพลชี้ชัดว่า ประชาชนปักป้ายคาดหวังและกดดันไปที่ กระทรวงการคลัง (ร้อยละ 18.97) และ กระทรวงพาณิชย์ (ร้อยละ 16.16) มากที่สุด เพราะขณะนี้เศรษฐกิจฐานรากกำลังล้มเป็นโดมิโน SME ปิดตัวระนาวจากภาวะ K-Shaped Economy ทุนใหญ่รอด แต่คนเล็กคนน้อยเจ๊ง คนไทยต้องแบกหนี้ท่วมหัวทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่พุ่งชนเพดาน มาตรการแจกเงินหรือสวัสดิการชั่วคราวจากรัฐบาลจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาอุทกภัยไปดับไฟป่าซึ่งไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน
ประเมิน “หมัดชุด KO”: โมเดลรัฐบาลพังครืน
หากถอดรหัสผ่าน 'สมการการเมืองไทย' รัฐบาลมักจะไม่พังทลายเพราะมวลชนบนถนนเพียงอย่างเดียว แต่จะพังทลายลงเมื่อเกิด “หมัดชุด 3 ประสาน” ดังนี้
- หมัดนวด (แรงดันนอกสภา): ปากท้องแห้ง + หนี้ท่วม + SME ปิดตัว ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้น ดึงมวลชนทุกภาคส่วนที่เลิกทนลุกขึ้นมา อาทิ ภาพการลุกขึ้นต้านโครงการรัฐและทุนจีน
- หมัดน็อก (ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ): ฝ่ายค้านเตรียมใช้หลักฐานเชิงเอกสารจากปมเงินกู้ 2 แสนล้าน, TH-AI Passport และปมทุจริตสอบท้องถิ่น มาถล่มกลางสภา ชนิดที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ยากที่จะอุ้มกันต่อไปไหว
- หมัดซ้ำ (นิติสงคราม & องค์กรอิสระ): การส่งเรื่องต่อ ป.ป.ช. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งเป็น “จุดจบดั้งเดิม” ของรัฐบาลผสมในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ฉากทัศน์นับถอยหลัง 6–9 เดือนสู่โค้งสุดท้าย
เมื่อดัชนีการเมืองรั้งต่ำที่ 3.71/10 เข็มนาฬิกาทางการเมืองได้หมุนเข้าสู่โซนอันตราย หรือช่วง 1 ใน 3 สุดท้ายของอายุรัฐบาลชุดนี้เรียบร้อยแล้ว โดยสามารถประเมินฉากทัศน์การพ้นจากอำนาจได้ 3 ทาง
นั่นคือ พรรคร่วมถอนตัว เมื่อผลโพลความนิยมของรัฐบาลร่วงกราว พรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า จะประเมินว่า “การอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปมีต้นทุนสูงกว่าการถอนตัว” นำไปสู่การถอนตัวเพื่อลอยตัวออกจากแผลทุจริต จนทำให้นายกฯ ต้องประกาศ ยุบสภา
อีกฉากคือ นิติสงครามสอยร่วงกลางอากาศ โดยเฉพาะ “ปมคดีฮั้ว สว.” ที่พรรคการเมืองค่ายสีน้ำเงินกำลังเจอแรงนวดเฟ้นไม่เว้นว่างในเวลานี้ ซึ่งหากวิเคราะห์เส้นทางกฎหมาย พยานหลักฐาน และบริบททางการเมืองที่กำลังเข้มข้น มี 3 มิติหลักที่ชี้ว่ากรณีนี้อาจกลายเป็น “จุดจบ” ทางการเมืองได้
กล่าวคือ หากสำนวนการสอบสวนของ กกต. หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีหลักฐานจากภาคประชาสังคม เช่น iLaw และฝ่ายค้าน ชี้มูลความผิดว่ามีแกนนำรัฐบาล หรือนักการเมืองระดับสูงของพรรคร่วมเข้าไป “เกี่ยวข้อง จัดตั้ง หรือให้ประโยชน์” เพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. จะถูกยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่อดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนเคยถูกสอยร่วงกลางอากาศ
หากพยานหลักฐาน เช่น เส้นทางการเงิน, ข้อมูลการใช้โทรศัพท์, โพยคะแนน เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรค หรือเป็นการกระทำในนามพรรคการเมืองเพื่อครอบงำกระบวนการนิติบัญญัติ อาจถูกร้องศาลรัฐธรรมนูญในความผิดฐาน “ครอบงำ/ล้มล้างการปกครอง หรือการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีโทษถึงขั้น “ยุบพรรคการเมือง” และตัดสิทธิทางการเมืองยกคณะ
ต้องไม่ลืมว่า คดีนี้มีทั้งสำนวนชุดตัวเลขบัตรลงคะแนนที่ผิดธรรมชาติทางคณิตศาสตร์, หลักฐานการเดินทางรวมกัน, เส้นทางการเงิน และข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเป็นพยานหลักฐานชนิดที่หากหลุดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว รัฐบาลจะแก้อยากมาก
หากถึงที่สุด เดินถึงทางตัน สว. ชุดปัจจุบันได้มาโดยไม่โปร่งใส จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโน ทั้งการเลือกองค์กรอิสระ และกฎหมายต่างๆ ที่ผ่านสภาสูง ย่อมขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง นำไปสู่สภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศต่อได้
แม้เวลานี้ นายอนุทิน ชาญวีกูล และพรรคภูมิใจไทย จะยืนยันความบริสุทธ์ผุดผ่อง และส่งทีมกฎหมายดำเนินคดีกับผู้กล่าวหาคือ iLaw ในข้อหาหมิ่นประมาท หรือหากกลไกองค์กรอิสระอย่าง กกต.ดึงเวลามีมติยกคำร้อง ก็อาจกลายเป็นเกราะคุ้มกันให้รัฐบาลรอดพ้นได้ในระยะสั้น แต่จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันบนท้องถนนจากมวลชนและฝ่ายค้านที่มองว่าเป็นการ "ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ"
เมื่อบวกกับ วิกฤตศรัทธาทลายค้ำยัน แรงกดดันจาก SME ล้มละลายและมวลชนบนถนนขยายตัวจนเกิดภาวะบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ นำไปสู่การกดดันให้ลาออก ซึ่งที่ผ่านมา หลายรัฐบาลก็มีจุดจบทำนองนี้
คำถามสำคัญในเวลานี้ จึงไม่ใช่ว่า "รัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบวาระหรือไม่?" แต่คือ "หมัดชุดไหนจะประเคนเข้าจุดสลบก่อนกัน" ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เท่านั้นเอง!


