นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการประชุม เพื่อลงมติสำนวนการไต่สวนคดีฮั้ว สว. โดยมติที่ประชุมเสียงข้างมาก เห็นควรส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย แบ่งเป็น สว. 26 คน ผู้มีสิทธิ์เลือกสว. 36 คน บุคคลอื่น 15 คน ไม่มีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จาก 7 ข้อกล่าวหา โดยที่มีผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 427 คน
มติของ กกต.ครั้งนี้ ไม่ใช่บทสุดท้ายของคดี แต่เป็นบทเริ่มต้นของคำถามชุดใหม่ ที่พุ่งเป้าไปยัง กกต. โดยตรง
1.กกต.ไม่ได้บอกว่า “คดีไม่มีอะไร” แต่ก็ไม่ได้เดินไปถึง “ต้นน้ำของปัญหา”
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า 77 คน ที่ถูกส่งฟ้อง ยังไม่ใช่ผู้กระทำผิด แต่เป็นกลุ่มที่ กกต.เห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอให้เดินหน้าต่อ และ สุดท้ายศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ในทางกฎหมาย กกต.อาจอธิบายได้ว่า “เราไม่ได้ตัดสินว่าใครผิด เราส่งคนที่เห็นว่ามีหลักฐานไปให้ศาลตัดสิน”
แต่ในทางการเมือง คำถามมันจะกลายเป็นอีกเรื่องทันทีว่า ... แล้วทำไมหลักฐานที่นำไปสู่ 77 คน จึงไม่สามารถเดินไปถึงนักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนได้?
นี่คือโจทย์ใหญ่ ที่กกต.ต้องมีคำตอบ!
2. ช่องว่างระหว่าง 427 กับ 77 จะกลายเป็นตัวเลขทางการเมือง
จากจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน้ชเกี่ยวข้อง 427 คน เหลือ 77 คน ที่ส่งไปศาลฯ หมายความว่าอีก 350 คน ไม่ได้ถูกส่งต่อในมตินี้
และยิ่งเมื่อเอาไปเทียบกับ 229 รายชื่อ ที่อนุกรรมการชุดที่ 26 เคยมีความเห็นเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี ช่องว่างนี้ ยิ่งถูกตั้งคำถามหนักขึ้น
ดังนั้น หลังจากนี้ สังคมไม่ได้ถามเพียงว่า “77 คนนี้ผิดหรือไม่?” แต่จะมีคำถามเพิ่มว่า “อีก 350 คนหายไปไหน?”
และคำถามที่หนักกว่า คือ “ทำไมคนที่ถูกมองว่าเป็นระดับเครือข่ายทางการเมือง จึงไม่อยู่ใน 77 คน?”
นี่จะเป็นแรงกดดันต่อ กกต. โดยตรง!
3. “ภูมิใจไทยรอดหมด” จะกลายเป็นประเด็นการเมืองทันที
คำพูด หรือเสียงวิพากวิจารณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือ “คนระดับพรรคการเมืองรอด แต่คนระดับผู้สมัคร และสว.ถูกส่งศาล”
เพราะก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยรายชื่อ 229 คน ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งมีทั้ง สว. แกนนำ นักการเมือง ส.ส. รัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และ เครือข่ายที่ถูกกล่าวถึงในข้อมูลการสอบสวน
เมื่อผลสุดท้ายที่ กกต.ประกาศออกมา ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีส.ส. ไม่มีรัฐมนตรี อยู่ใน 77 คน ภาพทางการเมืองจึงเกิดขึ้นเองว่า
“คดีไปถึงคนที่ลงมือ แต่ไปไม่ถึงคนที่ถูกตั้งคำถามว่า อยู่เหนือเครือข่าย” แม้ข้อสรุปนี้จะยังต้องพิสูจน์กันต่อด้วยเหตุผลทางกฎหมายก็ตาม
4. ทำไมโซเชียลถึงเดือด?
เป็นที่สังเกตว่า ระหว่างที่มีการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของประธานกกต.นั้น ผู้ติดตามได้กดอีโมจิ ที่แสดงความโกรธ กันเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ใช่เพราะคนในสังคมต้องการให้ทุกคนถูกลงโทษ
แต่เพราะเกิดความรู้สึกว่า “ทำไมคดีใหญ่ขนาดนี้ สุดท้ายจึงลงมาที่ตัวผู้สมัครกับ สว.เป็นหลัก?”
ก่อนหน้านี้ภาคประชาชน ก็ออกมาเรียกร้องว่า กกต.อย่าตัดตอนคดี และให้ดำเนินการกับทั้งผู้สมัคร ผู้สนับสนุน และผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการด้วย
ดังนั้นเมื่อผลออกมาเป็น 77 คน และไม่ปรากฏนักการเมืองระดับพรรคในกลุ่มที่ถูกส่งศาล ความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง จึงอาจกลายเป็นว่า “ตกลงนี่คือการสาวถึงต้นน้ำ หรือสาวได้แค่ปลายน้ำ?” นี่แหละที่น่าจะเป็นสาเหตุของกระแสโกรธ
และเห็นการแสดงออกว่า กกต.ไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกต่อไป
เพราะถ้าเป็นเพียงคดีทั่วๆไปคดีหนึ่ง คนอาจเถียงกันเรื่องข้อกฎหมาย ... แต่คดีนี้มันเกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา และวุฒิสภา ไม่ได้มีหน้าที่แค่ลงมติในสภา แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ และกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ รวมถึง กกต. ด้วย
ดังนั้น ถ้าสังคมเกิดความรู้สึกว่า คนที่ถูกกล่าวหา ว่าเป็นเครือข่ายการเมือง สามารถเข้ามากำหนดองค์กรอิสระได้ และสุดท้ายองค์กรอิสระ ก็ไม่สามารถสาวกลับไปถึงผู้มีอำนาจทางการเมืองได้
โดยเฉพาะ กกต. องค์กรที่มีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้ง กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความสุจริตของการใช้อำนาจเสียเอง
มันจะกลายเป็นวิกฤตเรื่อง ความไว้วางใจในระบบ มากกว่าจะเป็นแค่คดีฮั้วสว.!
กกต.ปล่อยผี "ภูมิใจไทย" ใช้อำนาจโดยสุจริต หรือไม่?!


