วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569

อาคารรัฐสภาหมื่นล้าน “ช้า มั่ว รั่ว พัง” ผลงานโบดำ “ซิโน-ไทย”

สภาหมื่นล้าน “ช้า มั่ว รั่ว พัง” ยังคงตอกย้ำความน่าอดสูในการใช้งบประมาณแผ่นดิน เมื่ออาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) มูลค่ากว่า 2.3 หมื่นล้านบาท มีปัญหาเรื้อรังทั้งฝ้าถล่มและน้ำรั่วซึมซ้ำซาก แม้จะส่งมอบงานครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้วก็ตาม

ย้อนรอย “ฝ้าถล่ม” - น้ำรั่ว ซ้ำซาก

สำหรับเหตุการณ์ ฝ้าเพดานพังถล่ม ภายในอาคารสัปปายะสภาสถาน (รัฐสภาแห่งใหม่) นับตั้งแต่ส่งมอบและเปิดใช้งานอาคาร มีรายงานเหตุการณ์ในลักษณะนี้ที่กลายเป็นข่าวดัง อย่างน้อย 4 ครั้ง ซึ่งมักสัมพันธ์กับปัญหาน้ำรั่วซึมจากฝนตกหนัก โดยมีรายละเอียดแต่ละจุดและช่วงเวลา ดังนี้

1. วันที่ 13 กันยายน 2569 (เหตุการณ์ล่าสุด) จุดที่เกิดเหตุโรงอาหาร ชั้น B2 ฝ้าเพดานพังถล่มลงมากองกับพื้นเป็นบริเวณกว้าง ทับชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารจนพังเสียหายยับเยิน แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดจึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

2. วันที่ 10 ตุลาคม 2567 จุดที่เกิดเหตุ บริเวณซุ้มประตูทางเข้าและเพดานชั้นต่างๆ ของอาคาร (รวมถึงชั้น 4) เหตุจากเกิดฝนตกหนักน้ำรั่วซึมจนทำให้ฝ้าเพดานรับน้ำหนักไม่ไหวและพังถล่มลงมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำเสียทะลักและน้ำซึมจากใต้ดินบริเวณชั้น B2 ในวันเดียวกันด้วย

3. ช่วงเดือนกันยายน 2566 จุดที่เกิดเหตุที่ห้องประชุมชั้น A1 ทะลุลงไปถึงชั้น B2 สืบเนื่องจากหลังฝนตกหนัก ระบบระบายน้ำและรอยซีลหลังคาบกพร่อง ทำให้น้ำรั่วทะลุจากเพดานไหลลงมาเหมือนน้ำตก ส่งผลให้ฝ้าเพดานบางส่วนเสียหาย และพรมเปียกชุ่มเป็นบริเวณกว้าง

4. วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 จุดที่เกิดเหตุ โซน C ชั้น B1 - B2 (บริเวณที่จัดนิทรรศการ 90 ปี รัฐสภา โถงชั้น 1) เกิดฝนสาดและน้ำรั่วอย่างหนัก มีการเปิดเผยว่าฝ้าเพดานอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักแผ่นละ 10–20 กิโลกรัม หล่นลงมาด้านล่างจำนวน 2 แผ่น และน้ำฝนท่วมเจิ่งนองพื้นไม้

นอกจากสาเหตุฟ้าฝนแล้ว ยังมีเหตุฝ้าถล่มที่ชั้น 10 อาคารวุฒิสภา เกิดจากปัญหาการสะสมความชื้น เนื่องจากห้องปิดตายแต่ระบบแอร์รวมเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาโดยไม่มีการเปิดประตูระบายอากาศ จนแผ่นฝ้าอุ้มความชื้นไม่ไหวและพังลงมา

นอกเหนือจากเหตุการณ์ฝ้าถล่มครั้งใหญ่ข้างต้นแล้ว อาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี้ยังมีรายงานเหตุ "น้ำรั่วซึม" และ "ท่อแตก" สลับกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา อาทิ ช่วงวันที่ 4–5 ตุลาคม 2568 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร หัวหอกคนสำคัญในการตรวจสอบการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ได้ออกมาแฉภาพน้ำท่วมขังสูงถึงตาตุ่มในห้องประชุมชั้น B1 และไหลลงชั้น B2 หลังฝนถล่ม ทำลายพรมราคาแพงเสียหายยับเยิน เป็นต้น

ผลงานโบดำ “ซิโน – ไทย” ผู้รับเหมาก่อสร้าง

สัปปายะสภาสถาน หรืออาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีจุดเริ่มต้นและปมปัญหาเรื้อรังจากผู้เกี่ยวข้องหลัก นับจาก ผู้ออกแบบ ซึ่งบริษัทชนะการประมูลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ได้แก่ “กลุ่มสงบ๑๐๕๑” ภายใต้การนำของ นายธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แปลนอาคิเต็ค จำกัด ซึ่งดีไซน์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหมือนวัด ขาดการเชื่อมโยงกับความเป็นประชาธิปไตย

สำหรับ ผู้รับเหมาก่อสร้าง คือ กลุ่มทุนการเมืองยักษ์ใหญ่ บริษัท ซิโน – ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูล ลงนามสัญญาในเดือนเมษายน 2556 และเริ่มตอกเสาเข็ม 8 มิถุนายน 2556

โครงการนี้มีปัญหายืดเยื้อเรื้อรังลากยาวการก่อสร้างถึง 12 ปี มีการขยายสัญญาถึง 4 ครั้ง ก่อนที่คณะกรรมการตรวจการจ้างจะหยุดขยายสัญญาครั้งที่ 5 และเรียกค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ก่อนที่ ครม. จะมีมติอุ้มผู้รับเหมา และรัฐสภาทยอยรับมอบงานจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567

อย่างไรก็ดี แม้จะมีการส่งมอบงานแล้ว แต่อาคารยังคงมีปัญหามากมาย เช่น ประตู-ผนังห้องกรรมาธิการไม่กันเสียง ต้นไม้ตายกว่า 347 ต้น และมีคดีร้องเรียนค้างอยู่ใน ปปช. มากกว่า 56 คำร้อง

กังขาของบซ่อมแซม-ต่อเติม

แม้ตัวอาคารจะเพิ่งส่งมอบเสร็จสมบูรณ์ในกลางปี 2567 และอายุใช้งานระบบเต็มรูปแบบยังไม่ถึง 5 ปีเต็มดี สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กลับเดินหน้าตั้งของบประมาณประจำปี 2569 รวม 15 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

10 โครงการที่ ครม. จัดสรรงบให้แล้ว (รวม 956 ล้านบาท) เช่น โครงการพัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ 180 ล้านบาท, ปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท, ปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท, ปรับปรุงครัว 117 ล้านบาท, ปรับปรุงไฟส่องสว่างห้องสัมมนา 117 ล้านบาท ฯลฯ

5 โครงการที่ทำคำขอเพิ่มเติม (รวม 1,817 ล้านบาท) เช่น โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภาเพิ่มเติม 1,529 ล้านบาท, ออกแบบตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา 133 ล้านบาท และงบจ้างซ่อมแซมเสาไม้สัก 31 ล้านบาท

การใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อ "ซ่อม สร้าง ต่อเติม" ในเวลานั้น ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสมาชิกวุฒิสภา อาทิ ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า อาคารรัฐสภา 2.3 หมื่นล้าน พื้นที่ใช้สอยกว่า 420,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 120 ไร่ เปิดใช้งานมา 4 ปี มีแต่รอยรั่วชำรุด เมื่อฝนมาน้ำจะนองสภา ฝ้าถล่ม สระมรกตน้ำเน่า หนูตาย ป้ายบอกทางไม่มี หมายเลขห้องประชุมสับสน ห้องอาหารเจ้าหน้าที่สภาสุดโทรม ฯลฯ การมาของบเพิ่มถือเป็นภาคสองของการนำเอาภาษีประชาชนมาละเลง หลังภาคแรกเป็นการก่อสร้างตัวอาคารรัฐสภา ที่ดำเนินการใน “ยุครัฐบาลลุง” ได้อาคารที่ “ช้า มั่ว รั่ว พัง” เพิ่งรับมอบอาคารเมื่อ 4 ก.ค. 2567 ยังไม่ถึงปีกลับของบปรับปรุงมหาศาลขนาดนี้  ขณะที่กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนว่าเป็นการผลาญภาษีประชาชนซ้ำสองในขณะที่ปัญหาโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ยังถือว่าเคราะห์ดีที่ฝ้าถล่มครั้งหลังสุดนี้เป็นวันหยุด ไม่มีข้าราชการ หรือ สส. สว. ใช้งาน มิฉะนั้นอาจมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แต่คำถามที่น่าหวั่นใจคืออนาคตจะเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีกหรือไม่.

#รัฐสภา #สภาหมื่นล้าน #ฝ้าถล่ม #น้ำรั่วรัฐสภา #ชิโนไทย #สัปปายะสภาสถาน #งบประมาณ #ผู้จัดการสุดสัปดาห์