กาญจนบุรี - เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมทีมสัตวแพทย์ เปิดปฏิบัติการกลางป่าพื้นที่เสี่ยง เร่งช่วยชีวิต “สีดอทองม้วน” ช้างป่าเพศผู้แห่งผืนป่าสลักพระ หลังพบบาดเจ็บขาหลังเดินลากขา ก่อนอาการทรุดล้มลง แม้สภาพพื้นที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงจากช้างป่าตัวอื่นและภูเขาสูง แต่ทุกฝ่ายยังคงปักหลักรักษาและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พบสีดอทองม้วนออกหากินนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ บริเวณป่าบ้านสลอบ หมู่ 14 ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบว่าช้างมีอาการเดินลากขาหลังและลงน้ำหนักไม่ได้
หลังพบอาการผิดปกติ ทีมสัตวแพทย์ได้ติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยิงยารักษา การผสมยาในผลไม้ การใช้โดรนบินติดตามประเมินอาการ และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของช้างอย่างใกล้ชิด
ต่อมา สีดอทองม้วนเริ่มอ่อนแรงและล้มลงนอน ทีมสัตวแพทย์จึงเร่งให้การรักษาฉุกเฉิน โดยให้สารน้ำทั้งทางหลอดเลือดและใต้ผิวหนังรวม 37 ขวด พร้อมให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดปวด วิตามิน ทำความสะอาดบาดแผล และเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ รายงานว่า ทีมสัตวแพทย์ได้เพิ่มการรักษาอย่างเข้มข้น โดยให้น้ำเกลือสะสมรวม 93 ขวด พร้อมกลูโคส วิตามินบีรวม ยาต้านการอักเสบ ยาปฏิชีวนะ ยาลดปวด ยาลดกรด แคลเซียม และวิตามินเสริม รวมทั้งทายาบริเวณขาหลังทั้งสองข้างและรักษาแผลที่ฝ่าเท้า
แม้อาการโดยรวมยังทรงตัว และเริ่มกินข้าวโพด อ้อย และกล้วยได้มากขึ้น แต่ปริมาณอาหารยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อีกทั้งยังไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเอง จึงต้องติดตามภาวะโภชนาการและฟื้นฟูสภาพร่างกายอย่างใกล้ชิด
เบื้องต้นทีมสัตวแพทย์คาดว่า อาการบาดเจ็บที่ขาหลังซ้ายอาจเกิดจากการต่อสู้กับช้างป่าตัวอื่นภายในฝูง และเตรียมประสานนำเครื่องเอกซเรย์เข้าตรวจบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อวินิจฉัยอาการอย่างละเอียดและกำหนดแนวทางการรักษาเพิ่มเติม
นายราชันย์ กล่าวว่า พื้นที่ที่สีดอทองม้วนล้มป่วยเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและมีช้างป่าอาศัยอยู่โดยรอบ ถือเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูง แต่ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อยื้อชีวิตช้างป่าตัวนี้อย่างเต็มกำลัง
ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนการรักษาของทีมสัตวแพทย์ พร้อมประเมินอาการ บาดแผล และปรับแผนการรักษาเป็นรายวัน รวมถึงเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของฝูงช้างป่าในบริเวณใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง.


