วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569

ผ่าตัดใหญ่ทลายขุมทรัพย์วัด ล้างวงจรยักยอก-ฟอกเงินศาสนสมบัติ

การเข้าจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพุธไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ในข้อหายักยอกเงินวัดและเสพเมถุน ตอกย้ำวัดบางแห่งมีสภาพเป็นขุมทรัพย์แดนสนธยา ซึ่งเมื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกมาสั่งขันนอตยกเครื่องระบบตรวจสอบบัญชีวัดใหม่ แม้จะมา “ถูกทาง” แต่ยังไม่สุด หากไม่กล้าลงมือผ่าตัดเชิงโครงสร้าง วางยุทธศาสตร์รื้อระบบศาสนสมบัติใหม่ทั้งหมด ปรากฏการณ์ “เณรคำ”, “เงินทอนวัด” และ “ทิดโชติ” ก็คงเวียนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำอีก


“.... ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่จิตใจของคน หากภายในใจยังเต็มไปด้วยกิเลส การนุ่งห่มผ้าเหลืองก็ไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป สิ่งที่จะช่วยได้คือการกล่อมเกลาจิตใจให้กิเลสลดน้อยลง แต่หากยังอยู่ในผ้าเหลืองและกองกิเลสยังคงอยู่ ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพระศาสนาได้….” นายปกรณ์ ว่าไว้เช่นนั้น

และยังบอกด้วยว่า ต่อให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีก 10 แห่ง หรือมีกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก 100 ฉบับ ก็ไม่สามารถควบคุมกิเลสที่อยู่ภายในใจของแต่ละคนได้ หากไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ปัญหาลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นอีก ดังนั้น หากเกิดเหตุขึ้นแล้วจะต้องจัดการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

ส่วนเรื่องทรัพย์สินของวัด นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายให้ พศ. ไปจัดทำระบบบัญชีของวัดในรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับส่วนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายว่า วัดมีการรับหรือใช้เงิน รวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยหวังว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจสอบและป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

สรุปรวมความได้ว่า ณ บัดนี้ ภาครัฐเริ่มขยับรื้อแดนสนธยาทางการเงินของวัด โดยฝ่ายอาณาจักรเตรียมใช้อำนาจจัดระเบียบผ่านการอัดงบประมาณกว่า 60 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อสร้าง “ฐานข้อมูลทะเบียนพระสงฆ์” ที่ประเทศไทยไม่เคยมีระบบนี้มาก่อน ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาระบบบัญชีกลางเพื่ออุดช่องโหว่การทำบัญชีกระดาษแบบเดิมที่ตรวจสอบยากและเสี่ยงต่อการตกหล่น โดยหัวใจสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินเข้ากับระบบบริจาคอัตโนมัติ (e-Donation) ของกรมสรรพากร ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้ภาครัฐมีเครื่องมือแกะรอยกระแสเงินสดและตรวจสอบความโปร่งใสของทรัพย์สินวัดทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี หากถอดคำให้สัมภาษณ์ของนายปกรณ์ ยังวางน้ำหนักไปยังเรื่อง “การแก้ที่จิตใจ” เป็นด้านหลักมากกว่า และนั่นอาจทำให้มองข้ามรากเหง้าปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ด้วยอำนาจรัฐ

ถอดรหัสในประเด็นที่นายปกรณ์ว่า "ปัญหาอยู่ที่กิเลส ไม่ใช่ไม่มีกฎหมาย" นั้น ถือว่าเป็นการมองข้ามโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดความโลภ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623  และ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 37 คือเกราะคุ้มกันชั้นดีที่เปิดช่องให้พระภิกษุสะสมทรัพย์สิน

ย้ำอีกครั้งว่าต้นตอที่แท้จริงในการสะสมทรัพย์สินของสงฆ์ ไม่ได้เกิดจากกิเลสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากช่องโหว่ทางกฎหมายแพ่งและกฎหมายปกครองสงฆ์ที่รองรับการสะสมทรัพย์สินไว้ใน “ชื่อส่วนตัว” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ยิ่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 37 ที่ให้สิทธิ์ขาดให้ “เจ้าอาวาส” เป็นผู้แทนของวัดและมีอำนาจปกครองจัดการทรัพย์สินวัดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีข้อบังคับให้ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการฆราวาสหรือผู้สอบบัญชีภายนอก ยิ่งเปิดช่องให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ง่ายและเกิดขึ้นซ้ำซากอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ขณะเดียวกัน การสรุปบทเรียนแบบปลงตกด้วยตรรกะที่ว่า “ต่อให้มีกฎหมายอีก 100 ฉบับก็แก้กิเลสไม่ได้” เป็นการผลักภาระไปที่จิตสำนึกส่วนบุคคล ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาทุจริตในสถาบันสงฆ์เกิดขึ้นเพราะระบบกฎหมายเดิม "เปิดช่อง” และก่อให้เกิดกิเลสได้ง่าย เพราะไร้กลไกถ่วงดุล และเบิกจ่ายเงินวัดได้โดยไร้การคานอำนาจ

ส่วนการ "อนุมัติตั้งงบ 60 กว่าล้านบาท ทำทะเบียนพระจริง/เท็จ และระบบบัญชีวัดกลาง" นั้นแม้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นก้าวแรกที่มองเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีและกระแสเงินสดดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางระบบบัญชีให้โปร่งใส การสร้างระบบทะเบียนดิจิทัลและระบบบัญชีกลางเชื่อม e-Donation ของกรมสรรพากรเป็นมาตรการเชิงบวก แต่ถ้าหากไม่มีกฎหมายบังคับส่งงบการเงินก็จะกลายเป็นเพียง "ระบบสมัครใจ" ที่วัดทุจริตพร้อมจะหลีกเลี่ยง

สำหรับการมอง "วัตถุมงคลเป็นเรื่องความเชื่อ ห้ามกันไม่ได้" ทำให้รัฐละเลยการตรวจสอบกระแสเงินสดมหาศาลจากการปั่นราคาวัตถุมงคล ซึ่งถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินเทาของกลุ่มอิทธิพลไปอย่างน่าเสียดาย

หากรัฐไม่ต้องการให้การอัดงบประมาณ 60 กว่าล้านบาท หรือการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) วางระบบบัญชีวัดกลาง กลายเป็นเพียงมาตรการ "การลูบหน้าปะจมูก" ต้องกล้าลงมือผ่าตัดเชิงโครงสร้างทางนิติรัฐ วางยุทธศาสตร์รื้อระบบศาสนสมบัติขนานใหญ่ เพื่อให้การบริหารการจัดการการเงินของวัดโปร่งใส ตรวจสอบได้

แรกสุดคงต้องพุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปกฎหมาย 3 ฉบับ นั่นคือ แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฯ มาตรา 1623 กำหนดให้ทรัพย์สินและลาภสักการะทั้งหมดที่พระภิกษุได้รับในระหว่างบวช ตกเป็นของวัดโดยสุจริตทันทีที่ได้รับ เว้นแต่เป็นมรดกตกทอดทางสายเลือด เพื่อปิดช่องโหว่การสะสมที่ดิน รถหรู หรือบัญชีส่วนตัวในนามพระภิกษุ

อีกฉบับคือ แก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 37 โดยยกเลิกอำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสในการถือครองเงินสด แล้วจัดตั้ง "คณะกรรมการบริหารการเงินของวัด" (คบว.) ที่มีสัดส่วนจากผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี ตัวแทนชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาร่วมลงนามในระบบอนุมัติเบิกจ่าย

นอกจากนั้น ต้องแก้ไข พ.ร.บ. ปปง. ด้วยการเพิ่มวัดเข้าเป็นองค์กรที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย และต้องยืนยันตัวตนผู้บริจาครายใหญ่

อันดับต่อมา ต้องบังคับใช้เกณฑ์การตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินวัด ที่จำแนกตามความเสี่ยงทางการเงิน วัดขนาดเล็กเน้นการคุมเงินสดพื้นฐาน แต่วัดขนาดใหญ่และวัดพุทธพาณิชย์ต้องถูกบังคับให้เปิดเผยงบการเงินเต็มรูปแบบที่ผ่านการสอบทานโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยเปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะ และ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องยกระดับข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย จากการดึงตำรวจสอบสวนกลางเข้ามาร่วมแบบเฉพาะคดี ให้กลายเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อความโปร่งใสทางการเงินของวัด” อย่างเป็นทางการ โดยผนึกกำลัง 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.), ป.ป.ช., ปปง., กรมสรรพากร และ CIB ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูล AI ตรวจจับธุรกรรมสงสัย และตรวจสอบเส้นทางการเงินนอมินีเชิงรุกแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องรอให้เกิดข่าวฉาวบนหน้าสื่อ หรือรอให้ประชาชนมาแฉภาพความเสื่อมเสีย

การตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมฯ แทนการปล่อยให้ พศ. บริหารงานภายใต้โครงสร้างอำนาจเดิมโดยปราศจากการคานอำนาจจากองค์กรภายนอก มีส่วนทำให้สถาบันสงฆ์กลายเป็น "เขตอำนาจพิเศษ" ที่กฎหมายการเงินของรัฐเข้าไม่ถึง และเกิดการสะสมทรัพย์สินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่นับว่า พศ. ก็มีปัญหาในตัวองค์กรเอง ดังกรณีคดีเงินทอนวัดที่ฉาวโฉ่ ในปี 2560–2561 คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า ข้าราชการระดับสูงของ พศ. ร่วมมือกับพระผู้ใหญ่ในการยักยอกงบประมาณรัฐเสียเอง

การปรับยุทธศาสตร์จากการ "แก้ที่จิตใจ" มาเป็น "การแก้ที่โครงสร้าง" คือทางออกเดียวที่จะเปลี่ยนเจตนารมณ์ที่ดีของรัฐบาลในการวางระบบบัญชีกลาง ให้กลายเป็นเครื่องมือปราบปรามการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินที่มีฟันเฟืองทางกฎหมายรองรับอย่างแท้จริง และยับยั้งไม่ให้สถาบันศาสนากลายเป็นแดนสนธยาที่ทำมาหากินกับศรัทธามหาชนและกลายเป็นแหล่งฟอกเงินอีกต่อไป.