ลมทะเลปลายมรสุมพัดผ่านแนวป่ามะพร้าวรกร้างในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มันควรเป็นเพียงอีกหนึ่งคืนที่เงียบสงบของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ทว่าใต้ร่มเงาไม้หนาทึบนั้น กลับเป็นจุดจบของชีวิตมนุษย์ถึง 5 ชีวิต—สองพี่น้องชาวรัสเซีย และครอบครัวพ่อแม่ลูกชาวไทย
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขุดพบร่างไร้วิญญาณที่ถูกฝังพรางในพื้นที่อับสายตา เสียงไซเรนและไฟวับวาบของรถตำรวจก็เริ่มทำหน้าที่ของมันตามบทบาทเดิมๆ การแถลงข่าวปิดคดี การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางแฟลชของสื่อมวลชนที่จับจ้องไปที่ใบหน้าของผู้ก่อเหตุ
สังคมตราหน้าเขาว่า "มัจจุราช" สื่อมวลชนประโคมข่าวความอุกอาจและพฤติการณ์เหี้ยมโหดรายวัน ประชาชนถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่จับคนร้ายได้... แต่หากเราถอยออกมาสักหนึ่งก้าว แล้วมองผ่านฉากจับกุมตัวบุคคลผู้กระทำความผิด เราจะพบความจริงอันน่าหวาดผวาที่อยู่ในเงามืดและใกล้ตัวเรากว่าที่คิด
คดีสลดที่บางละมุง ไม่ใช่เพียงเรื่องของ 'ความเหี้ยมโหดส่วนบุคคล' แต่มันคือโศกนาฏกรรมที่มีระบบยุติธรรมไทยเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
60 วันที่ล่องหน—จากประตูเรือนจำ สู่ป่าสังหาร
เมื่อสืบค้นประวัติของผู้ต้องหาหลัก ความจริงประการแรกที่ตบหน้ากระบวนการยุติธรรมอย่างแรงคือ "เขาเพิ่งเดินออกจากประตูเรือนจำมาได้เพียงประมาณ 2 เดือน"
ผู้ต้องหารายนี้เป็นผู้มีประวัติอาชญากรรมอุกฉกรรจ์ติดตัว ทั้งคดีอาวุธปืน พรากผู้เยาว์ และพยายามฆ่า ตามหลักวิชาการและสถิติกฎหมาย บุคคลประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่ม ผู้กระทำผิดเสี่ยงสูง ที่มีโอกาสทำผิดซ้ำสูงที่สุด
ทว่า ในความเป็นจริง วันที่เขาเดินผ่านประตูเรือนจำออกมาอย่างปลอดโปร่ง และเริ่มทำงานด้านมืดในทันที
การอยู่ในเรือนจำไม่ได้ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเยียวยาสภาพจิตใจ ผลการประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัวเป็นเพียงเอกสารธุรการที่ไร้ความหมายเชิงปฏิบัติ
และแม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ (JSOC) ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2566 แต่ในวันที่เขาย้ายเข้ามาอาศัยในพื้นที่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวอย่างชลบุรี ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ ส่งไปถึงสถานีตำรวจท้องที่ ไม่มีชุดสายตรวจคุมประพฤติเดินไปเคาะประตูบ้าน และไม่มีระบบติดตามพฤติกรรมใดๆ ทั้งสิ้น
ระยะเวลา 60 วันหลังพ้นโทษ จึงกลายเป็น "ระยะซุ่มซ่อน" ของมัจจุราช โดยมีรัฐเป็นผู้เปิดประตูให้เขาเดินออกมาอาละวาดในสังคมอีกครั้ง
เครื่องแบบสั่งซื้อได้ด้วยคลิกเดียว—ตลาดมืดอำนาจรัฐ
หากการปล่อยตัวไร้การเฝ้าระวังคือการส่งมัจจุราชออกจากกรง การปล่อยให้ "สัญลักษณ์อำนาจรัฐ" หาซื้อได้ง่ายดาย ก็คือการส่งยุทธภัณฑ์และเครื่องมือสะกดรอยให้คนร้ายเดินเข้าหาเหยื่อ
พฤติการณ์ในคดีนี้ ผู้ก่อเหตุสวมรอยเป็น "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ใช้อุปกรณ์จำกัดสิทธิ์อย่างกุญแจมือ และวิทยุสื่อสาร บุกเข้าควบคุมตัวเหยื่อโดยที่เหยื่อไม่กล้าส่งเสียงร้องหรือขัดขืน เพราะในสังคมไทย อำนาจรัฐคือสิ่งที่ประชาชนจำยอมและหวาดกลัวเป็นทุนเดิม
คำถามคือ คนร้ายได้เครื่องมือเหล่านี้มาจากไหน?
คำตอบน่าตกใจยิ่งกว่าคือ "สั่งซื้อจากแพลตฟอร์ม e-Commerce ออนไลน์"
ยุทธภัณฑ์ เครื่องหมายราชการ เสื้อกั๊กตราตำรวจ และกุญแจมือ ถูกวางขายในตลาดออนไลน์อย่างเปิดเผย ปราศจากระบบการยืนยันตัวตน หรือการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ซื้อ กระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปล่อยให้ตลาดมืดสัญลักษณ์อำนาจรัฐเติบโตบนโลกไซเบอร์จนกลายเป็นเครื่องมืออุกฉกรรจ์ที่ใช้ปลิดชีวิตประชาชนบริสุทธิ์
รอยรั่ว กม. JSOC ป้องปรามแค่เสือกระดาษ
พ.ร.บ. JSOC ถูกโฆษณาว่าเป็น "กฎหมายขั้นสูง" ที่ถอดแบบมาจากสากล มีทั้งมาตรการติดตาม ติดกำไล EM คุมขังฉุกเฉิน และเฝ้าระวังสูงสุด 10 ปี แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง คดีชลบุรีได้ประจานให้เห็นรอยร้าวในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ นั่นคือ กรมราชทัณฑ์ไม่ส่งผลประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า อัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอมาตรการเฝ้าระวังไม่ทันก่อนนักโทษพ้นโทษ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่คุมประพฤติไม่สอดคล้องกับจำนวนผู้พ้นโทษ ระบบแจ้งเตือนเรียลไทม์ ไม่เคยเชื่อมโยงกับศูนย์วิทยุ 191 ของตำรวจท้องที่
ที่สำคัญ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวนี้ ญาติแจ้งความคนหายไว้ล่วงหน้านานนับเดือน แต่ระบบการสืบสวนกลับมองเป็นเพียง "คดีคนหายทั่วไป" ขาดการวิเคราะห์แบบแผนอาชญากรรม จนกระทั่งมีศพที่ 4 และ 5 ปรากฏขึ้น
คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า ศพทั้ง 5 ที่ชลบุรี คือราคาที่สังคมไทยต้องจ่ายให้กับความสะเพร่าและความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม
การจับกุมผู้ต้องหาได้ในคดีนี้มันคือ "ใบบันทึกความบกพร่อง" ที่ฟ้องว่า ระบบราชทัณฑ์ การคุมประพฤติ การกำกับดูแลยุทธภัณฑ์ และงานสืบสวนคดีคนหายของไทย กำลังตกอยู่ในสภาวะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
หากคดีนี้จบลงเพียงจับกุม ดำเนินคดี ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิต อีกไม่นาน... มัจจุราชคนใหม่ที่เพิ่งพ้นโทษก็จะเดินออกจากประตูเรือนจำ สั่งซื้อกุญแจมือทางออนไลน์ และออกล่าเหยื่อรายต่อไปในจุดอับสายตาของเมืองนี้อีกครั้ง
คำถามสำคัญ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะหยุดยั้งมัจจุราชคนต่อไปได้อย่างไร?.


