วันพุธที่ 16 กันยายน 2569

แรงศรัทธา!บริจาคฉ่ำปีละ 2 หมื่นล้าน คลังนัดเคลียร์วัดตัดวงจรยักยอก-ฟอกเงิน

ขุมทรัพย์ของฝ่ายศาสนาจักรต้องถือว่าไม่ธรรมดา หากประเมินรวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และมรดกทางศาสนาทั้งหมด ตัวเลขจริงอาจสูงทะลุถึงระดับ "ล้านล้านบาท" เอาเฉพาะตัวเลขเงินบริจาคให้วัดในแต่ละปีที่คนไทยมีศรัทธาแรงกล้าก็ปาเข้าไปปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท เลยทีเดียว

ด้วยเหตุฉะนี้ เมื่อมีข่าวอื้อฉาวเจ้าอาวาสวัด/พระเกจิดังทั้งหลายยักยอกเงินวัดหลักร้อยล้านพันล้านแถมเสพเมถุน ทางฝ่ายอาณาจักร จึงร้อนรนหาหนทางเข้าไปคุมขุมทรัพย์วัดที่เป็นเสียยิ่งกว่าแดนสนธยา

คราวนี้ก็เช่นกัน ล่าสุดนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร นัดหารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในวันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่ในการเสียภาษีของวัด และแนวทางการบริหารจัดการเงินบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-โดเนชัน (E-donation) ให้รัดกุมยิ่งขึ้น

 ขณะที่วันก่อนหน้า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐฯเพิ่งจัดงบประมาณกว่า 60 ล้านบาทในปีนี้เพื่อสร้างฐานข้อมูลทะเบียนพระสงฆ์ และการเร่งพัฒนาระบบบัญชีกลางโดยนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางเงินเข้ากับระบบบริจาคอัติโนมัติ ของกรมสรรพากร เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือในการแกะรอยเงินสดและตรวจสอบความโปร่งใสของทรัพย์สินวัดทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ศรัทธาแรงกล้า ยอดบริจาคพุ่งทะลุหมื่นล้าน

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า นับจากวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมสรรพากรกำหนดให้การบริจาคเงินแก่องค์กรการกุศลรวมถึงวัด ต้องทำผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นผู้บริจาคจึงจะสามารถนำยอดบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ โดยปัจจุบันมีศาสนสถานทุกศาสนาเข้าร่วมระบบอี โดเนชั่น แล้วประมาณ 46,000 แห่ง แยกเป็นวัดพุทธ 43,000 แห่ง จากวัดทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 45,000 แห่ง ส่วนยอดบริจาคอี โดเนชั่น ครอบคลุมทั้งวัด มูลนิธิ สมาคม โรงเรียน โรงพยาบาล ในปี 2568 รวมทั้งสิ้น 34,000 ล้านบาท ขณะที่ ปี 2569 ยอดบริจาคสะสมล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 23,000 ล้านบาท

ขณะที่ งานวิจัยของ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) หัวข้อ “การบริหารจัดการการเงินของวัดในประเทศไทยฯ” ประมาณการรายรับวัดทั่วประเทศว่าวัดไทยมีรายรับรวมเฉลี่ย 3.24 ล้านบาท/วัด/ปี ซึ่งเมื่อคำนวณฐานวัดทั่วประเทศกว่า 40,000 แห่ง จึงประเมินได้ว่ากระแสเงินบริจาคหมุนเวียนเข้าวัดสูงถึง 36,000 – 54,000 ล้านบาท/ปี (รายงานบางฉบับประเมินรวมพิธีกรรมและพุทธพาณิชย์สูงถึง 80,000 – 120,000 ล้านบาท/ปี)

ชัดเจนว่าศรัทธาของพุทธศาสนิกชนคนไทยแรงกล้าอย่างยิ่ง เมื่อดูจากยอดบริจาคหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดเงินบริจาคถูกกฎหมายผ่านระบบอี โดเนชั่น เพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น ยังมีในส่วนที่ยังบริจาคเป็นเงินสด มียอดเงินที่ไม่เข้าระบบ และยังมีเงินสะพัดจากการปั่นราคาวัตถุมงคล หรือทรัพย์สินที่ถูกแฝงไว้ในชื่อบุคคลและมูลนิธิอีกไม่รู้กี่มากน้อย

ที่ผ่านมา ฝ่ายอาณาจักรเกื้อหนุนฝ่ายศาสนจักร โดยข้อมูลทะเบียนวัดของ พศ. พบว่าประเทศไทยมีวัดมากถึง 41,310 แห่ง ปี 2562 และขยับขึ้นเป็นราว 45,000 แห่งทั่วประเทศในเวลานี้ โดยวัดได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐผ่าน พศ. เฉลี่ยปีละกว่า 3,000 – 4,500 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน วัดยังมีความมั่งคั่งจากยอดเงินฝากวัด โดยปี 2568 ไตรมาส 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รายงานว่า ยอดรวมเงินฝากวัดทั่วประเทศมากกว่า 4.1 แสนล้านบาท มีจำนวนบัญชีประมาณ 39,000 บัญชี เติบโตจากปี 2567 เพิ่มขึ้นประมาณ 5.5%

ดังนั้น เมื่อเจาะขุมทรัพย์วัด จากยอดเงินฝากธนาคาร ประมาณ 4.1 แสนล้านบาท, ยอดเงินบริจาคหมุนเวียนปีละประมาณ 3.6-5.4 หมื่นล้านบาท, มูลค่าที่ดินและที่ธรณีสงฆ์ ซึ่งที่ดินวัดทั่วประเทศนับแสนไร่ รวมถึงพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ใจกลาง กทม. และหัวเมืองใหญ่ รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 1.35 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินหมุนเวียนใน “เศรษฐกิจพุทธพาณิชย์” ที่ไร้ราคากลาง ซึ่งตลาดวัตถุมงคล พระเครื่อง และพิธีกรรมความเชื่อ มีเงินสะพัดหมุนเวียนปีละหลายหมื่นล้านบาท เป็นสภาพคล่องเงินสดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยระบบบัญชี และกลายเป็นจุดที่ภาครัฐสุ่มตรวจไม่ถึง รวมทั้งภาครัฐไม่อยากเข้ามายุ่งดังที่รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับศรัทธาและความเชื่อส่วนบุคคล ทั้งที่นี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางฟอกเงินที่สำคัญ

ดังเช่นงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หัวข้อ "วัดกับความเสี่ยงที่จะถูกใช้เพื่อฟอกเงิน" โดย ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเทศ ปี 2566 ได้ชำแหละโครงสร้างทางการเงินของวัดไทย โดยชี้ให้เห็นโครงสร้างเงินสะพัดในวัดทั่วประเทศระดับแสนล้านบาท และมีความเสี่ยงจากการบริหารจัดการบัญชีที่ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสเพียงลำพัง ขาดระบบตรวจสอบที่เป็นมาตรฐาน ทำให้สถาบันศาสนาเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดและฟอกเงิน

จัดระเบียบภาษีวัด-เจาะช่องโหว่มูลนิธิฟอกเงิน

อย่างไรก็ดี การที่กรมสรรพากร ลุกขึ้นมาจัดระเบียบภาษีวัด ชี้ให้เห็นว่าภาครัฐเริ่มมองเห็น “เทคนิคการยักยอกและฟอกเงินรูปแบบใหม่” ผ่านการแยกโครงสร้างนิติบุคคล โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือ การแยกนิติบุคคลระหว่าง “วัด” กับ “มูลนิธิวัด”

ในทางกฎหมายวัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ส่วนมูลนิธิหรือสมาคมของวัดเป็นนิติบุคคลเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขบวนการพุทธพาณิชย์มักใช้ช่องโหว่นี้ตั้งมูลนิธิขึ้นมาบังหน้าเพื่อรับเงินบริจาคหรือทำธุรกิจวัตถุมงคล

ทั้งนี้ หากมูลนิธิไม่ได้ถูกรับรองเป็น "องค์การสาธารณกุศล" รายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินบริจาคจะต้องถูกยื่นแบบ ภ.ง.ด. 55 และเสียภาษีตามกฎหมาย และหากเกิดการยักยอกเงินภายในมูลนิธิ กรมสรรพากรทำได้เพียงตรวจภาษีและงบการเงิน ส่วนการดำเนินคดีอาญามูลนิธิต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งหากกรรมการมูลนิธิเป็นนอมินีของพระผู้ใหญ่หรือขบวนการทุจริต คดีความมักถูกเป่าหรือล่าช้าจนเรื่องเงียบหาย

อีกเรื่องสำคัญที่กรมสรรพากรจะเข้าไปตรวจสอบคือ การหักภาษี ณ ที่จ่ายของวัด ที่ผ่านมาวัดจำนวนมากจัดสร้างศาสนสถานมูลค่าสิบล้านหรือร้อยล้านบาท แต่ไม่เคยทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากการจ้างเหมาก่อสร้าง หรือการจ่ายค่าเช่าต่างๆ การที่กรมสรรพากร เตรียมเข้าไปกวดขันจุดนี้ ทำให้วัดต้องเปิดเผยสัญญาก่อสร้างและตัวเลขรายจ่ายที่แท้จริง

4 กลไกตรวจสอบเชิงรุก

หากวิเคราะห์ช่องทางตรวจสอบทรัพย์สินวัดอย่างเป็นระบบที่ทำได้จริง กรมสรรพากร มีกลไกตรวจสอบเชิงรุก 4 ช่องทางที่สามารถขับเคลื่อนได้ทันที นั่นคือ

หนึ่ง การตรวจสอบการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากงบก่อสร้าง โดยสรรพากรสามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมายเรียกตรวจสอบสัญญาก่อสร้าง โบสถ์ วิหาร หรือวัตถุมงคลขนาดใหญ่ของทุกวัด หากวัดใดไม่มีเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือแจ้งงบก่อสร้างสูงเกินจริง จะสามารถแกะรอยไปถึงเงินทอนและเงินสดที่ถูกถอนออกไปจ่ายให้ขบวนการทุจริตได้ทันที

สอง การสอบทานบัญชีมูลนิธิและสมาคมรอบวัด สรรพากรสามารถบังคับใช้การเรียกตรวจแบบ ภ.ง.ด. 55 ของมูลนิธิวัดทั่วประเทศอย่างเข้มงวด หากพบว่ามูลนิธิมีรายรับจากการเช่าพื้นที่ ตลาดสด ค่าจอดรถ หรือจำหน่ายวัตถุมงคล แต่แจ้งว่าเป็น "เงินบริจาค" เพื่อเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรสามารถดำเนินการประเมินภาษีย้อนหลังและส่งเรื่องให้ ปปง. ดำเนินคดีฟอกเงิน

สาม การเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมเงินสดสุ่มเสี่ยง โดยสำนักงาน ปปง. ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ต้องกำหนดให้บัญชีส่วนบุคคลของพระภิกษุ พระสังฆาธิการ และญาติสนิท/ไวยาวัจกร ที่มีความเคลื่อนไหวของกระแสเงินสดข้ามบัญชีผิดปกติ ต้องถูกรายงานเป็นธุรกรรมสงสัย เพื่อตัดช่องทางตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1623 ที่เปิดให้พระภิกษุสะสมทรัพย์สินไว้ในชื่อตนเองระหว่างมีชีวิต

สี่ ขยายผลจากระบบ e-Donation ไปสู่การบังคับให้บัญชีรับ-จ่ายของวัดต้องผ่านระบบดิจิทัลกลาง โดยการเบิกจ่ายทุกครั้งต้องใช้การลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 ของ คณะกรรมการบริหารการเงินของวัด (คบว.) ที่มีตัวแทนฆราวาสและนักบัญชีร่วมด้วย

นอกเหนือจากนี้แล้ว เรื่องสำคัญที่ยังเป็นขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ก็คือ ตลาดวัตถุมงคลและพระเครื่องมีเงินสะพัดปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ถูกผลักให้เป็นเรื่อง "ความเชื่อ" จึงไม่มีการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายเก็งกำไร

คำถามต่อรัฐบาลคือเหตุใดธุรกิจที่สร้างมหาเศรษฐีหน้าใหม่จำนวนมากถึงได้รับการยกเว้นภาษีและไร้การตรวจสอบที่มาของเงินสด?.