ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - แม้ว่า “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” ชายผู้อยู่เบื้องหลังอาณาจักรหมื่นล้านบะหมี่ “มาม่า” ที่คนไทยขาดไม่ได้ จะสอนบทเรียน “เมื่อกำไรไม่ใช่คำตอบสูงสุด”...ทิ้งไว้ให้ทายาทธุรกิจหลังเขาจากไป แต่เมื่อ TFMAMA ต้องเผชิญกับแรงบีบต้นทุนและสงครามราคา บ่งบอกว่าแชมป์เบอร์หนึ่งกำลังเจอบททดสอบที่ตึงมือไม่น้อย การวางยุทธศาสตร์ปีกขวาโกอินเตอร์ของทายาทรุ่นถัดมาคือสมรภูมิชี้ชะตาอนาคตที่แหลมคมยิ่ง
การจากไปอย่างสงบในวัย 87 ปี ของ “พิพัฒ พะเนียงเวทย์” ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ถือเป็นการปิดฉากหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการของ “ผู้บุกเบิกยุคแรก” ที่ร่วมสร้างรากฐานอาณาจักรเครือสหพัฒน์เคียงคู่กับ ดร.เทียม โชควัฒนา
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นี่คือหมุดหมายแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ “มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นดัชนีชี้วัดปากท้องคนไทย ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในวันที่ไม่มีชายชื่อ พิพัฒ พะเนียงเวทย์ คอยกุมคุมทิศทาง
กล่าวสำหรับอาณาจักรเครือสหพัฒน์แล้ว พิพัฒได้ชื่อว่าเป็นขุนพลนอกตระกูลคู่บุญบารมีที่ตระกูลโชควัฒนาขาดไม่ได้ เขาคือขุนพลคู่ใจตัวจริง เสียงจริง และเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่คลาสสิกที่สุด
ย้อนกลับไปในปี 2515 เมื่อครั้งก่อตั้ง บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด เพื่อท้าชนกับเจ้าตลาดเดิมอย่างยำยำและไวไว ดร.เทียม โชควัฒนา ไม่ได้เลือกใช้คนในตระกูลโชควัฒนา มานั่งเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่วางใจให้ “พิพัฒ” ชายหนุ่มนอกตระกูลที่มีความซื่อสัตย์และเฉียบคม เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการใหญ่คนแรก
นับเป็นการมองการณ์ไกลของดร.เทียม ที่เลือกพิพัฒและเลือกใช้กลยุทธ์การบริหารแบบผสมผสาน เนื่องจากพิพัฒและตระกูลพะเนียงเวทย์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ลูกจ้างมืออาชีพ หากแต่เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่ฝังตัวและถือหุ้นร่วมกันในโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TFMAMA เคียงข้างตระกูลโชควัฒนาและสหพัฒน์มาโดยตลอด
ตลอดกว่า 5 ทศวรรษ บารมีและการตัดสินใจของพิพัฒเปรียบเสมือน “โซ่ข้อกลาง” ที่คอยประสานผลประโยชน์ระหว่างเทคโนโลยีการผลิต โรงงาน และกลไกการกระจายสินค้าของสหพัฒนพิบูล ทำให้การเคลื่อนทัพของมาม่ามีความเด็ดขาด ทันเกม และไร้รอยต่อ จนสามารถรวบมาร์เก็ตแชร์เบอร์หนึ่งเกินครึ่งค่อนประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
คำถามที่แหลมคมที่สุดในเวลานี้คือ เมื่อสิ้นพิพัฒ แล้ว ทิศทางของ TFMAMA หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? ในเมื่อความท้าทายของโลกยุคใหม่กำลังรุมเร้าสินค้าที่วางจุดขายเป็น Mass Product อย่างหนักหน่วง
ศึกใหญ่ท้าทายอนาคต TFMAMA
การส่งไม้ต่อของตระกูล “พะเนียงเวทย์” ถูกวางรากฐานไว้อย่างเป็นระบบมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีทายาทรุ่นสองและรุ่นสามก้าวขึ้นมารับช่วงต่อในตำแหน่งบริหารสำคัญ ทั้งการดูแลสายการผลิต โรงงานในประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ “การขยายปีกในต่างประเทศ” โดยทายาทอย่าง พจนา พะเนียงเวทย์ ซึ่งนั่นคือสมรภูมิใหม่ที่มาม่าตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเป็นเครื่องยนต์หลักในการเติบโตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ทายาทรุ่นหลังต้องเผชิญโดยไม่มีบารมีของ “พิพัฒ” คอยเป็นลมใต้ปีกพยุงอาณาจักรมาม่าเช่นกาลก่อน ขณะที่สมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ มาม่าไม่ได้สู้แค่กับ ยำยำ หรือ ไวไว เหมือนในอดีต แต่ต้องเจอกับแรงบีบเค้นจากรอบทิศทาง มาเจาะลึก 3 ศึกใหญ่ที่ TFMAMA ต้องฝ่าฟันไปให้ได้
ศึกแรกคือ “กับดักราคามวลชน” VS “ต้นทุนแป้งและน้ำมันที่ควบคุมไม่ได้” เนื่องจากมาม่าถูกล็อกด้วยสถานะ "สินค้าควบคุม" โดยกระทรวงพาณิชย์ การจะปรับราคาเพิ่มขึ้น 1 บาท เป็นเรื่องที่ขยับได้ยากและใช้เวลานานมาก ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบในโลกอย่างแป้งสาลี และน้ำมันปาล์ม ผันผวนตามสภาวะภูมิอากาศโลกและสงครามระหว่างประเทศ
หนทางรอดของ
TFMAMA ต้องหันไปรุกตลาดพรีเมียมเต็มสูบ ผ่านไลน์สินค้าอย่าง
MAMA OK (Oriental Kitchen) และรสชาติซีรีส์พิเศษที่สามารถตั้งราคาขายได้สูงกว่า
คือมีราคาซองละ 15 บาทขึ้นไปเพื่อดึงอัตรากำไรสุทธิให้กลับมาสูงขึ้น
และหลุดพ้นจากเพดานราคาของสินค้าควบคุม
ศึกที่สอง วัฒนธรรม “K-Food” และบะหมี่นำเข้า จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากเกาหลีและจีนรุกคืบเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรด แม้ราคาจะแพงกว่า 3-4 เท่า แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีจ่ายเพื่อ “ประสบการณ์และรสชาติที่แปลกใหม่”
การสู้ในศึกนี้ไม่ใช่การแข่งที่ราคา แต่เป็นการแข่งที่การวิจัยและพัฒนา มาม่าต้องฉีกกฎตัวเองด้วยการออกสินค้ารสชาติแปลกใหม่และใช้นวัตกรรมเส้นที่เหนียวนุ่มสู้กับต่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังเพื่อสร้างกระแสในโลกออนไลน์
ศึกที่ 3 กำแพงภาษีโซเดียมและเทรนด์รักสุขภาพ มาตรการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามปริมาณโซเดียมในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขวัญใจมหาชนมักถูกมองว่าเป็นสินค้าทำลายสุขภาพ
หนทางปรับตัวในศึกนี้ อาณาจักร TFMAMA กำลังเร่งปรับสูตรเพื่อลดโซเดียมลง แต่โจทย์ที่ยากที่สุดคือ "ทำอย่างไรให้โซเดียมลดลงแต่รสชาติยังคงจัดจ้านถูกปากคนไทยเหมือนเดิม" เพราะหากรสชาติเปลี่ยน ฐานลูกค้าเดิมอาจพร้อมเปลี่ยนใจทันที
เจาะยุทธศาสตร์ “ปีกขวาโกอินเตอร์”
เมื่อตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศก้าวเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวเต็มที่ ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อที่ฝืดเคือง การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศจึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือกเพื่อการเติบโต” แต่เป็น “ทางรอดหลัก” ของอาณาจักร TFMAMA ในการสลัดตัวเองออกจากกับดักราคาสินค้าควบคุมในไทย
ปัจจุบัน โครงสร้างรายได้ของ TFMAMA แตกตัวออกสู่ตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนการสร้างรายได้ มาจากรายได้จากตลาดต่างประเทศ ผ่านการส่งออกและการตั้งโรงงานในท้องถิ่น คิดเป็นประมาณ 25% – 30% ของรายได้รวม ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่ประมาณ 70%
เป้าหมายยุทธศาสตร์ใหม่ ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ตั้งเป้าที่จะก้าวข้ามกรอบเดิม โดยผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศพุ่งแตะ 40% – 50% ในอนาคตอันใกล้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจไทยเพียงอย่างเดียว
มองในมิติของกำไร แม้ยอดขายหลักยังอยู่ในไทย แต่อัตรากำไรสุทธิของตลาดต่างประเทศนั้นสูงกว่าในประเทศอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องเผชิญกับเพดานราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ ที่ควบคุมราคาอยู่ที่ ซองละ 7 บาท และสามารถวางตำแหน่งสินค้า ให้เป็นอาหารเอเชียระดับพรีเมียม ซึ่งทำราคาขายได้สูงกว่า 3–4 เท่าตัว
จากการวางยุทธศาสตร์ “ปีกขวาโกอินเตอร์” เวลานี้ TFMAMA เดินเกมรุกในตลาดต่างประเทศผ่านสองรูปแบบหลัก เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและภาษี นั่นคือ
ขาที่หนึ่ง การปักหมุด “โรงงานผลิต” ในประเทศยุทธศาสตร์ ที่มีอยู่ 4 ฐานหลัก โดยปัจจุบัน บจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ มีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในต่างประเทศทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นฮับกระจายสินค้าในแต่ละภูมิภาค
1.เมียนมา ถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่และเติบโตสูงสุด ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาทเพื่อขยายและย้ายโรงงานไปยังสเกลที่ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูง แม้ในประเทศเมียนมาจะเผชิญสภาวะความไม่สงบทางการเมืองก็ตาม
2.กัมพูชา ตลาดหลักในแถบอินโดจีน ยอดขายมีการเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับไทย
3.บังกลาเทศ ประตูสู่เอเชียใต้ที่มีฐานประชากรหนาแน่นสูง เป็นโอกาสในการสร้างวอลลุ่มสินค้ามวลชน
4.ฮังการี ยุทธศาสตร์สำคัญในการเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดทวีปยุโรปโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าที่สูง
และลดต้นทุนค่าขนส่งข้ามทวีป
สำหรับ ขาที่สอง คือการรับจ้างผลิต (OEM) และการส่งออกสินค้าแบรนด์ตัวเอง โดย TFMAMA มีรายได้ก้อนโตจากการรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ขณะเดียวกันก็ส่งแบรนด์ “มาม่า” โดยเฉพาะรสชาติอัตลักษณ์ไทย เช่น รสต้มยำกุ้ง และ ต้มยำกุ้งน้ำข้น ไปเจาะกลุ่มลูกค้าชาวเอเชียและคนท้องถิ่นที่ชื่นชอบอาหารรสจัด
อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์จากงบการเงินปี 2568 แม้ว่าตลาดต่างประเทศจะเป็นความหวังให
ม่ แต่ตัวเลขผลประกอบการล่าสุด ระบุว่า สมรภูมินี้ไม่ได้ง่ายและมีความผันผวนสูง โดยปัจจัยเสี่ยงมาจากผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และการค้าชายแดน ซึ่งในปี 2568 ยอดขายส่งออกของ TFMAMA เผชิญแรงบีบตัวรุนแรง โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ที่ตัวเลขส่งออกวูบลงไปกว่า 29.58% ปัจจัยสำคัญมาจาก "การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา" ชั่วคราว ซึ่งกระทบต่อการค้าชายแดนและการกระจายสินค้าอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน การค้าต่างประเทศทำให้บริษัทต้องเผชิญความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขกำไรสุทธิเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท
เพื่อแก้เกมยอดขายชายแดนชะลอตัว ทายาทรุ่นใหม่ของ TFMAMA ได้เริ่มแผนทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่กว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อรุกคืบหวนคืนเข้าสู่ตลาดประเทศจีนและเวียดนามอีกครั้ง ซึ่งเป็นตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็มีเจ้าถิ่นที่แข็งแกร่งมากคุมอยู่เช่นกัน
ยุทธศาสตร์ต่างประเทศของ TFMAMA ในมือของผู้บริหารรุ่นใหม่ต่อจากยุคของพิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ จึงถือเป็น “การเดินพันครั้งสำคัญ” ตัวเลขระบุชัดว่าในประเทศมาม่าโตยากแล้วเพราะผูกขาดไว้เกือบหมด ขาต่างประเทศจึงเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทจะรักษาความเป็น “หุ้นปันผลเสถียรภาพสูง” ไว้ได้หรือไม่
โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือ ทีมบริหารจะใช้ความยืดหยุ่นอย่างไรในการหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากเรื่องด่านชายแดน ความไม่สงบในเมียนมา และการขนส่งระดับโลก เพื่อเปลี่ยนรายได้ 30% จากต่างประเทศให้กลายเป็น 50% ตามเป้าหมายที่วางไว้
การจากไปของ พิพัฒ พะเนียงเวทย์ พญามังกรผู้บุกเบิก บ่งบอกว่า ยุคของการทำธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปได้สิ้นสุดลงแล้ว ทายาทรุ่นใหม่ที่ขึ้นมากุมบังเหียนต้องกล้าคิด กล้าทุบกรอบเดิมๆ เพื่อพิสูจน์ว่า แบรนด์ "มาม่า" จะไม่ได้เป็นแค่ตํานานในความทรงจำ แต่จะเป็นอาณาจักรอาหารระดับโลกที่พร้อมโต้คลื่นลมเศรษฐกิจไปอีกหนึ่งศตวรรษ!.
5 ปีแห่งความผันผวนของรายได้-กำไร
วิเคราะห์เจาะลึกงบการเงินและทิศทางผลประกอบการย้อนหลังของ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนของตัวเลขตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (อ้างอิงรอบงบการเงินปี 2564 - 2568 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เพื่อดูว่าอะไรคือปัจจัยขับเคลื่อนและอะไรคือจุดสกัดกำไรของอาณาจักรมาม่า
หากเปรียบเทียบข้อมูลจาก ปี 2564 ขยับมาจนถึง ปี 2568 ภาพรวมผลประกอบการของมาม่ามีทิศทาง ดังนี้
รายได้รวม: เพิ่มขึ้นประมาณ +14.65% (จาก 25,042 ล้านบาท พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 28,712 ล้านบาท) แม้ในสองปีหลังสุด (ปี 2568) รายได้จะชะลอตัวลงจากจุดพีคในปี 2567 แต่ภาพรวม 5 ปียังถือว่าฐานรายได้ขยายตัวขึ้น
กำไรสุทธิ: เพิ่มขึ้นเพียง +3.69% (จาก 3,576 ล้านบาท มาอยู่ที่ 3,708 ล้านบาท) จะเห็นว่ากำไรโตต่ำกว่ารายได้มาก สะท้อนชัดเจนว่าบริษัทติดหล่มปัญหาเรื่องการแบกรับต้นทุน หรือที่เรียกว่าภาวะ “Revenue grows, but profit squeezes”
วิเคราะห์สาเหตุเบื้องหลังเชิงลึก
ทำไมตัวเลขจึงสวิงเช่นนี้?
เมื่อผ่าดูไส้ในของวิกฤตและโอกาสในแต่ละปี สรุปปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อตัวเลขงบการเงินได้ 3 มิติ
1.วิกฤตต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์โลกคุมไม่อยู่
ช่วงปี 2565 (กำไรวูบหนักสุด -22%) เป็นปีที่ราคาน้ำมันปาล์มโลกและแป้งสาลีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ประกอบกับมาม่าเป็นสินค้าควบคุมราคา ทำให้ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกตามต้นทุนที่แท้จริงได้ทันที กำไรสุทธิจึงดิ่งลงไปอยู่ที่ 2,786 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบหลายปี
ช่วงปี 2568 (มาร์จิ้นลดลงอีกครั้ง) แม้สถานการณ์จะคลี่คลายไปพักหนึ่ง แต่ในปีล่าสุด ต้นทุนราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งเกิดความผันผวนรอบใหม่ ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 12.92%
2.จุดเปลี่ยนการอนุมัติ “ขึ้นราคา 1 บาท” และการรุกตลาดพรีเมียม
ช่วงปี 2566 - 2567 (กำไรพุ่งทุบสถิติ): หลังจากงดข้อกับกระทรวงพาณิชย์อยู่นาน ในที่สุดมาม่าซองเหลือง (รสสแตนดาร์ด) ก็ได้รับอนุมัติให้ปรับราคาขายปลีกจาก 6 บาท เป็น 7 บาท บวกกับการที่ TFMAMA เดินเกมเบี่ยงเข้าหาตลาดพรีเมียมอย่าง "MAMA OK" (Oriental Kitchen) ที่ตั้งราคาซองละ 15 บาทขึ้นไปได้สำเร็จ การขยับราคาและเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอนี้ส่งผลให้ปี 2567 รายได้ทะลุ 3 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิพุ่งแตะ 4,482 ล้านบาท
3.ปัญหากำลังซื้อในประเทศฝืดเคืองและการอิ่มตัวของตลาด
ช่วงปี 2568 (รายได้หดตัวลง 6.53% จากปีก่อนหน้า): ยอดขายที่ลดลงต่ำกว่าปี 2567 สะท้อนภาพว่า ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศเริ่มชนเพดาน ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนในไทยที่สูงลิ่ว ทำให้ผู้บริโภคประหยัดการจับจ่าย แม้จะเป็นสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ตาม การกระตุ้นยอดขายจึงต้องทำผ่านโปรโมชันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งไปตัดทอนกำไรของบริษัทลงไปอีก
ตัวเลขชุดนี้คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า "บารมีและกลยุทธ์แบบเดิมของมาม่าเริ่มใช้ไม่ได้ผลกับโลกยุคใหม่"
การที่รายได้โตได้เกือบ 15% ตลอด 5 ปี แสดงว่าแบรนด์มาม่าแข็งแกร่งและไม่มีใครโค่นลงได้ แต่การที่กำไรกลับโตไม่ถึง 4% เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรงว่ากำลังถูกกัดกินด้วยต้นทุนที่บริษัทควบคุมไม่ได้ การเดินหน้ายุทธศาสตร์ “ปีกขวาโกอินเตอร์” ในอัตราเร่งจึงเป็นหนทางการเติบใหญ่สายสำคัญ.


