ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ขณะที่สังคมไทยกำลังตื่นตระหนกกับวิกฤตบุคลากรทางการแพทย์แห่ลาออก กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้ร่มเงารัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน กลับเดินหน้าเข็นโครงการอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ปูพรมทั่วประเทศขึ้นมาซ้อนทับกลบเกลื่อนปัญหาหมักหมมที่ยังไม่แก้ไข นำมาซึ่งคำถามนี่คือกลเม็ดสร้างเครือข่ายหัวคะแนนที่หยั่งรากลึกเช่นเดียวกันกับ อสม.ที่พรรคภูมิใจไทยใช้ได้ผลมาแล้วหรือไม่? อย่างไร?
ทันทีที่โครงการนี้ดีเดย์เปิดรับสมัครออนไลน์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ หรือ หมอเปรม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาแฉหมดเปลือก ชี้เป้าชัดๆ ว่านี่ไม่ใช่เรื่องสาธารณสุข แต่คือ "กลเกมการเมืองระดับรากหญ้า" ซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชนมาปั้นเครือข่ายหัวคะแนนเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างแยบยล
“ผมได้รับข้อมูลว่ามีการฝากคนผ่านนักการเมืองและ สส.จำนวนมาก เพราะตำบลละเพียง 1 คนเท่านั้น การคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์อย่างเดียว ย่อมเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง จนเกิดข้อครหาว่าเป็นการคัดเลือกคนของฝ่ายการเมือง เป็นการวางฐานทางการเมืองหรือเป็นหัวคะแนนระยะยาว เอาเปรียบพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม...” นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา
แม้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
อ้างเหตุผลเรื่องวิกฤตสังคมสูงวัยที่มีกลุ่มเปราะบางล้นเมือง จึงผุดโครงการอาสาพยาบาลชุมชนนี้ขึ้นมาอุดช่องว่างของ
อสม. ที่มีข้อจำกัดด้านใบอนุญาตวิชาชีพ
แต่แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการเปิดบรรจุตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพหลักให้มั่นคง
กระทรวงสาธารณสุขกลับเลือกใช้วิธี "จ้างเหมาบริการ" อัตราสวัสดิการชุมชน 15,000 บาท/เดือน โดยเปิดรับคน 3 กลุ่มหลัก คือ ผู้จบ ปริญญาตรี ทั่วไป, ปริญญาตรี
สายสุขภาพ และ พยาบาลนอกระบบ/เกษียณอายุ เพื่อมาผ่านหลักสูตรอบรมเร่งด่วนทางลัด
ประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่ง อยู่ตรงที่เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ไม่ใช่แค่หลักพันคน แต่ค่ายสีน้ำเงินวางโรดแมปยาวไปถึงการกระจายบุคลากรให้ครบ 75,668 คน เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ “1 หมู่บ้าน ต่อ 1 อาสาพยาบาล” ทั่วประเทศ!ในเฟส 2 และ 3 ที่จะตามมาหลังเฟสแรก
ลองจินตนาการดูว่า หากกระบวนการคัดเลือกถูกแทรกแซงโดยนักการเมืองท้องถิ่นอย่างที่หมอเปรมแฉ รัฐบาลชุดนี้กำลังจะมี “หัวคะแนนในเสื้อกาวน์ อสพ.” ประจำการอยู่ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศไทย นี่คือการเอาเปรียบทางการเมืองที่แยบยลโดยใช้เม็ดเงินมหาศาลจากงบประมาณแผ่นดิน หรือไม่ อย่างไร
อย่างไรก็ดี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ย้ำว่า นโยบายนี้ต้องการยกระดับการดูแลให้มีความต่อเนื่อง อสพ. เป็นกำลังเสริม เชื่อมการทำงานระหว่างโรงพยาบาล ชุมชน อสม. และผู้ดูแลผู้ป่วย และเน้นการประเมินคุณภาพการทำงานเป็นหลัก ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับการพัฒนาต่อยอดสู่วิชาชีพด้านสาธารณสุข ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะยุติการจ้างงาน
ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ตอบคำถามอาจมีการคัดเลือกบุคคลเพื่อสร้างฐานเสียงให้พรรคการเมืองว่า กระบวนการคัดเลือกจะมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ร่วมพิจารณา จึงเชื่อมั่นได้ว่าการคัดเลือกจะยึดหลักคุณภาพและความโปร่งใสเป็นสำคัญ
พยาบาล call out จะบรรจุกี่โมง?
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา โพสต์เฟซบุ๊ก “พยาบาล call out จะบรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวกี่โมง!!” ถึงโครงการอาสาพยาบาลที่กำลังเดินหน้าเต็มตัวในปี 2570 โดยเดือนกรกฎาคม 2569 นี้เริ่มรับสมัครและสอบคัดเลือกด้วยการสอบสัมภาษณ์ โดยตั้งข้อสังเกต “คิดเอาเองแล้วกันว่า จะเส้นกันวุ่นวายขนาดไหน”
ประเด็นที่หมอสุภัทร ต้องการชี้ให้เห็นคือ ตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ายังมีพยาบาลวิชาชีพ ที่มีสถานะการจ้างเป็นลูกจ้าง ทั้งรายวันรายเหมาหรือลูกจ้างชั่วคราว ไม่ต่ำกว่า 7,021 คน นี่คือตัวเลขที่โรงพยาบาลรายงานมายัง สธ. เชื่อว่ามีอีกนับพันคนที่มีการจ้างในพื้นที่โดยไม่ได้แจ้งทาง สธ.ทราบ และขอท้าทายให้ สธ.กล้าสำรวจจริงจังด้วย
“วิชาชีพพยาบาล องค์กรพยาบาล ออกมาตั้งคำถามและคัดค้านชัดเจน แต่ไม่สะทกสะท้าน จะจ้าง “อาสาพยาบาล หัวคะแนนประจำตำบล” ให้ได้ น้องๆ พยาบาลที่เป็นลูกจ้าง คงต้องลุกขึ้นมา call out พี่ๆ พยาบาลและแพทย์ต้องร่วมกันช่วยปกป้อง มิเช่นนั้น น้องพยาบาลใครแหลมออกมาของถูกตั้งกรรมการสอบสวนแน่
“รมต.พัฒนา ตอบหน่อย จะบรรจุตำแหน่งที่มั่นคงให้น้องๆพยาบาล 7,021 คนนี้ กี่โมง” หมอสุภัทร ทิ้งคำถามถึงรมว.กระทรวงสาธารณสุข
อย่างที่ว่าเสียงของผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงคือ เสียงของพยาบาลวิชาชีพที่ทักท้วงโครงการนี้แผ่วเบาเหลือเกินทั้งที่เป็นเสียงสะท้อนจากหน้างานคนทำงานจริงที่แบกรับภาระการดูแลคนไข้เกินกำลัง แต่ยังหาความมั่นคงใดๆ ในหน้าที่การงานไม่ได้ การรับปากจะดูแลพยาบาลวิชาชีพให้ดีที่สุดของกระทรวงสาธารณสุขและฝ่ายการเมืองเป็นเพียงคำมั่นสัญญาลม ๆ แล้งๆ ที่พ่นออกมาเพื่อสยบกระแสการ “ตายคาหน้าที่” ของพยาบาลวิชาชีพคนแล้วคนเล่าเพียงเท่านั้น
เคสสะเทือนใจสังคมอย่างกรณีของพยาบาลสาวโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ที่ต้องควงเวรติดต่อกันยาวนานข้ามวันข้ามคืน ร่างกายอ่อนเพลียขั้นวิกฤตจากการขาดการพักผ่อน แต่ยังต้องทำหน้าที่ดูแลคนไข้ตามจรรยาบรรณ จนกระทั่งเกิดอาการวูบหมดสติคาเคาน์เตอร์พยาบาล และเสียชีวิตในเวลาต่อมา หรืออีกหลายเคสที่ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังลงเวรดึกสะสม
มาตรฐานวิชาชีพหลักสูตรเร่งรัด ชีวิตคนไข้ราคาถูก
เมื่อกะเทาะเปลือกโครงการ “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” ลงไปถึงเนื้อใน สิ่งที่น่าตระหนกที่สุดไม่ใช่แค่กลเกมจัดตั้งหัวคะแนนอย่างที่ สว.เปรมศักดิ์ ออกมาแฉ ยังมีเรื่อง “มาตรฐานวิชาชีพ” ผ่านหลักสูตรทางลัดราคาถูก ที่รัฐบาลกำลังหยิบยื่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
หลักฐานเชิงประจักษ์คือตารางหลักสูตรฝึกอบรมเร่งด่วนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ที่ถูกลากไส้ออกมาตีแผ่ ซึ่งแบ่งกลุ่มผู้สมัครที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการพยาบาลโดยตรง ให้ผ่านกระบวนการ “ชุบตัว” ออกเป็น 3 ระดับ
- กลุ่มปริญญาตรีทั่วไป: อบรมเพียง 240 ชั่วโมง (หรือราวๆ 1 เดือน) ก็สามารถสวมบทบาทหมอประจำบ้านได้ทันที
- กลุ่มปริญญาตรีสายสุขภาพ: อบรมลดหย่อนลงมาเหลือ 120 ชั่วโมง
- กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ/ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ: อบรมทางลัดเพียง 30 ชั่วโมง
ชีวิตคนไทยต่างจังหวัด มีค่าน้อยกว่าคนในเมืองหรืออย่างไร?
คำถามที่กระทรวงสาธารณสุข ต้องตอบสังคมให้ได้คือ ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข และนักการเมืองเจ้ากระทรวง กำลังเห็นชีวิตของประชาชนในต่างจังหวัดและกลุ่มเปราะบางเป็นสมรภูมิฝึกงานของหลักสูตรเร่งด่วนอย่างนั้นหรือ?"
ในระบบสาธารณสุขสากล การจะเป็นพยาบาลวิชาชีพเพื่อขึ้นทะเบียนตึกคนไข้ได้นั้น ต้องแลกมาด้วยการเรียนทฤษฎีเข้มข้นและปั่นชั่วโมงบินฝึกปฏิบัติการทางคลินิกหน้างานจริงในคณะพยาบาลศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 4 ปี นั่นหมายถึงการสะสมการเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติไม่น้อยกว่า 6,000 ชั่วโมง ต้องสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างรากเลือด ทั้งหมดนั้นก็เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ชีวิตมนุษย์ที่จะไม่มีโอกาสผิดพลาดเป็นอันขาด
แต่ความมักง่ายของฝ่ายนโยบายในโครงการนี้ กลับเลือกที่จะลดหย่อนมาตรฐานความปลอดภัยลงอย่างน่าใจหาย เอาคนที่ผ่านหลักสูตรเร่งด่วนเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งลงไปปฏิบัติงานจับชีพจร จัดการแผลซับซ้อน ติดตามอาการผู้ป่วยติดเตียง ตลอดจนการบริหารยาในชุมชน ซึ่งหน้างานปฐมภูมิเหล่านี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็นความตาย
นี่ไม่ใช่การยกระดับบริการสาธารณสุข
แต่คือการสร้างความเสี่ยงขั้นวิกฤตและโยนความตายไปไว้ที่รั้วบ้านของกลุ่มเปราะบางอย่างไร้ความรับผิดชอบเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองฉาบฉวย!
ใช่หรือไม่?
ไทม์ไลน์ล็อกสเปก ชอตวัดใจคิกออฟเฟสแรก
การชำแหละโครงการสวยหรูของหมอเปรม มาในจังหวะกลไกการรับสมัครกำลังเดินหน้าอย่าง "เร่งสปีด" ในช่วงเวลานี้พอดี โดยกระทรวงสาธารณสุข ล็อกกรอบเวลาเฟสแรกนำร่อง 7,256 อัตรา ไว้ดังนี้
• 13 – 27 กรกฎาคม 2569: เปิดรับสมัครระบบออนไลน์กว้างขวางทั่วประเทศผ่านแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" และเว็บส่วนกลาง
• 31 กรกฎาคม 2569: ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจคุณสมบัติเบื้องต้น
• 3 – 14 สิงหาคม 2569: "ช็อตอันตราย" กระบวนการคัดเลือกและสัมภาษณ์รายบุคคลโดยคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งเป็นจุดที่หมอเปรมชี้เป้าว่าเกิดระเบิด "เด็กฝากนักการเมือง" ล็อกจากห้องสัมภาษณ์มากที่สุด
• 1 กันยายน 2569: ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ
• ตุลาคม 2569: ส่งเข้าแคมป์ชุบตัวฝึกอบรมหลักสูตรเร่งด่วนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก่อนปล่อยตัวลงประจำการตาม รพ.สต. และชุมชนในช่วงปลายเดือน
ไทม์ไลน์ที่กระชั้นชิดและใช้วิธีตัดเกณฑ์ด้วยการสัมภาษณ์ล้วนๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่า กระทรวงสาธารณสุข กำลังเร่งรีบเข็นนโยบายนี้ออกมาทำแต้มการเมือง หรือไม่?
นี่คือชอตแรกที่สังคมต้องตื่นมาร่วมกันจับตา ก่อนที่เม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินจะต้องเสียไปอย่างไม่ควรจะเป็น เหมือนอย่างที่สังคมกำลังตั้งคำถามและต้องการคำตอบให้สิ้นกระแสความ
และที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องใดคืออาสาพยาบาลชุมชน หลักสูตรเร่งรัดนี้มีความเป็นตายของประชาชนเป็นเดิมพัน!


