วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569

เจาะลึกขบวนการ "โกง สว. ภาค 2" เปิดโปงเครือข่ายฮั้ว ลามถึงรัฐบาลสีน้ำเงิน

ผู้จัดการสุดสุปดาห์ - ความคืบหน้ากรณีคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือ "คดีโกงเลือก สว." ทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จัดงานสัมมนาเปิดหลักฐานภาค 2 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 แฉพยานหลักฐานทางการเงิน คลังโพย และตัวละครระดับผู้บงการ

"รับทราบ รับปฏิบัติ" สายตรงค่ายสีน้ำเงินกับการขู่ฟ้องปิดปาก

สถานการณ์เขม็งเกลียวขึ้นทันทีเมื่อฝ่ายค่ายสีน้ำเงินออกมารับมือกับข้อกล่าวหาด้วยการดำเนินคดีทางกฎหมาย โดยจุดกระแสความสนใจด้วยการเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรี

"รับทราบ รับปฏิบัติครับผม" — อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คอมเมนต์ตอบรับเพจ "รักษาแผ่นดิน" ที่โพสต์สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw) จนถึงที่สุด

การตอบรับดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้บริหารค่ายสีน้ำเงินและแกนนำพรรค เดินหน้าแจ้งความฟ้องร้องไอลอว์และพยานที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ซึ่งถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปาก (SLAPP Lawsuit) และกลบกระแสการตรวจสอบหรือไม่

ขมวดปม 5 ฉากทัศน์แฉขบวนการฮั้ว สว.

จากหลักฐานที่ไอลอว์และวิปฝ่ายค้านรวบรวมผ่านคำให้การของพยานและเส้นทางการเงิน สามารถขมวดปมโครงสร้างขบวนการออกเป็น 5 ฉากหลัก ดังนี้

ฉากที่หนึ่ง วางแผนยึดสภา ออกแบบระบบคัดเลือกกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นจังหวัดขนาดเล็ก

ฉากที่สอง จ้างสมัคร & เส้นทางการเงิน หัวคะแนน/ผู้ช่วย สส. โอนเงินตั้งเครือข่าย เช่น สุราษฎร์ฯ, หนองบัวลำภู

ฉากที่สาม ศูนย์กักตัวทำโพย ตระเวนขนผู้สมัครเข้าพักโรงแรมต่างจังหวัด ล็อบบี้ให้เซ็นใบลาออก

ฉากที่สี่ โพยใบสั่งวันคัดเลือก สั่งการลอกหมายเลขลงคะแนนรอบเลือกกันเองและเลือกไขว้

ฉากทีห้า ปฐมนิเทศ & แบ่งเก้าอี้ นัดหมายเคาะตำแหน่งประธาน/รองประธาน สว. หลังเสร็จสิ้นการเลือก

โดยแต่ละฉากมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน กล่าวคือ

ฉาก วางแผนแบ่งทีมยึดวุฒิสภา

วางโครงสร้างโดยมุ่งเป้าไปที่จังหวัดขนาดเล็กที่มีจำนวนอำเภอน้อย เพื่อใช้ทรัพยากรน้อยกว่าในการควบคุมเสียงส่งผลให้บางจังหวัดมี สว. มากเกินสัดส่วนประชากรจริง

ฉาก กระบวนการจัดตั้ง จ้างสมัคร และเส้นทางการเงิน

พบหลักฐานการโอนเงินหนาแน่นในหลายพื้นที่ เช่น กรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นายสุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส. พรรคภูมิใจไทย ถูก DSI แจ้งข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ จากพฤติกรรมโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. อำเภอเดียวกัน 10 ราย ในช่วง 1 วันก่อนการเลือกระดับจังหวัด รวมถึงการพบเส้นทางการเงินในจังหวัดหนองบัวลำภูและอำนาจเจริญ

ฉาก ศูนย์ทำโพยและเก็บตัวผู้สมัคร

มีการตั้งศูนย์คุมผู้สมัครตามโรงแรมต่างจังหวัด เช่น ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา มีการแจกเสื้อสีเหลือง ยึดโทรศัพท์มือถือ และบังคับให้ผู้สมัครเซ็นใบลาออกล่วงหน้าโดยไม่ลงวันที่เพื่อประกันความเสี่ยง

ฉาก โพยใบสั่งระดับประเทศ

การกักตัวผู้สมัครและแจกเอกสารโพยหมายเลขที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ให้ผู้สมัครลงคะแนนตามสั่งทั้งในรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้

ฉาก การปฐมนิเทศเคาะตำแหน่ง

การรวบรวม สว. ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมประชุมที่โรงแรมหรูเพื่อเคาะตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา

วงจรอุบาทว์ "งูกินหาง” เมื่อผู้ถูกตรวจสอบ คือผู้แต่งตั้งองค์กรตรวจสอบ

ความเสี่ยงที่สุดในเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองไทยปัจจุบัน คือสภาวะ "งูกินหาง" ระหว่าง สว. กับองค์กรอิสระ

ทั้งนี้ ตามโครงสร้างอำนาจ สว.มีอำนาจลงมติให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น กกต. และ ป.ป.ช. ขณะที่ กกต.มีหน้าที่ตรวจสอบ สว. และส่งเรื่องฟ้องศาลฎีกาหากพบการทุจริตการเลือก สว. ตาม รธน. มาตรา 226

ประเด็นที่เป็นตลกร้ายที่สุด คือ สว. ชุดปัจจุบันได้ลงมติเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ไปแล้วถึง 4 จาก 5 คน กลายเป็นระบบที่ "ผู้ถูกตรวจสอบ" มีส่วนในการเลือก "ผู้ตรวจสอบ" ตนเอง

เงื่อนไขนี้ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใส เมื่อคำร้องทุจริตจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือพยานหลักฐานจากฝ่ายค้าน อาจสุ่มเสี่ยงถูกชะลอหรือยกคำร้องในชั้นองค์กรอิสระ

Image 1

ทำไม สว. ชุดนี้ถึงมีความสำคัญระดับชี้ชะตาประเทศ?

ย้ำอีกครั้งว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่กรองกฎหมายทั่วไป แต่ถือครองอำนาจยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประการ นั่นคือ การคุมองค์กรอิสระ โดยสว.มีอำนาจให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นกลไกชี้ชะตาพรรคการเมืองและนักการเมือง

ด่านสำคัญตรวจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (อย่างน้อย 67 เสียง) หากฝ่ายใดคุมเสียง สว. ได้เกิน 67 เสียง เท่ากับมีอำนาจวีโต้ (Veto) การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันที และ การคานอำนาจฝ่ายบริหาร โดย สว.อำนาจในการเปิดอภิปรายทั่วไป การตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ และการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงในตำแหน่งสำคัญ

วิเคราะห์ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น

จากสถานการณ์การเมืองและข้อกฎหมายในปัจจุบัน สามารถประเมินฉากทัศน์อนาคตออกเป็น 3 ฉากทัศน์ แรกสุด กกต. สั่งฟ้องเต็มรูปแบบ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ฉากทัศน์ที่สอง ฟ้องตัดตอนบางส่วน ซึ่งโอกาสเกิดขึ้นสูง ส่วนฉากทัศสุดท้าย คือยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นปานกลาง

มาดูว่า แต่ละฉากทัศน์ จะก่อให้เกิดผลสะเทือนเลือนลั่นขนาดไหน ฉากทัศน์แรก กกต. มีมติสั่งฟ้องตามพยานหลักฐานทั้งหมด โดย กกต. ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา หากศาลรับฟ้อง สว. ที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผลกระทบที่ตามมา คือเกิดการสุ่มเลือก สว. สำรองขึ้นแทนที่ การคุมอำนาจของค่ายสีน้ำเงินถูกสั่นคลอน และเปิดทางให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว. ใหม่

ฉากทัศน์ที่สอง สั่งฟ้องบางส่วน โดยมีการดำเนินคดีเฉพาะผู้สมัครระดับล่าง หรือ สว. รายคนที่หลักฐานมัดแน่น แต่ละเว้นผู้บงการระดับแกนนำ ส่งผลให้กลุ่มอำนาจหลักยังคงรักษาเสียง สว. เกิน 1 ใน 3 (67 เสียง) ไว้ได้ เพื่อค้ำการแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่สังคมจะมองว่าเป็นการสละเบี้ยเพื่อรักษาขุนปกป้องขบวนการใหญ่

ฉากทัศน์สุดท้าย ยกคำร้องทั้งหมด อ้างหลักฐานไม่เพียงพอ หากกกต. มีมติไม่สั่งฟ้อง โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่อยู่ในสำนวนหรือพิสูจน์ไม่ได้ จะนำไปสู่วิกฤตความชอบธรรมขององค์กรอิสระและสภาสูงอย่างรุนแรง ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจะยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง และดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการเมืองระลอกใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง / ลิงก์อ้างอิง:

อ่านบทวิเคราะห์เจาะลึกฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ ผู้จัดการสุดสัปดาห์