วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2569

“หมอตุลย์” กางหลักฐานฮั้ว สว. แลกคะแนน-จัดตั้ง-โพย-เส้นทางเงิน ลั่นฟ้อง กกต.ผิด 157 แน่ หาก 14 ก.ย.ส่งศาลไม่ครบ 229 คน

“นพ.ตุลย์” เปิดข้อมูลฮั้วเลือก สว.67 พบพฤติการณ์แลกคะแนน-จัดตั้ง ตั้งแต่ระดับอำเภอถึงประเทศ ทั้งโพย นัดประชุมโรงแรม เส้นทางการเงิน และคะแนนผิดปกติ ชี้ 14 ก.ย.นี้ กกต.ต้องตัดสินใจ หากไม่ส่งทั้ง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฟ้องศาลฎีกา ภาคประชาชนพร้อมดำเนินคดี กกต.ทั้งชุด ข้อหาผิด ม.157

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน เปิดเผยข้อมูลและหลักฐานที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตและการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงจุดบกพร่องของกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ โดยระบุว่า วันที่ 14 ก.ย. 2569 จะเป็นวันชี้ชะตาสำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า ปัญหาการฮั้วเลือก สว.เมื่อปี 2567 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีรากฐานมาตั้งแต่การออกแบบกติกาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เนื่องจากกำหนดให้เฉพาะผู้สมัครเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกกันเอง ทำให้จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนอยู่ในวงจำกัด และเปิดช่องให้การจัดตั้งหรือการตกลงแลกคะแนนสามารถทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ระดับอำเภอที่มีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครไม่รัดกุมเพียงพอ จนทำให้บุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติไม่ตรงกับกลุ่มอาชีพที่สมัคร สามารถเข้าสู่กระบวนการเลือกได้ และกลายเป็นสารตั้งต้นสำหรับการแลกคะแนน

นพ.ตุลย์ กล่าวด้วยว่า มีหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่ชี้ให้เห็นว่าบุคคลบางส่วนถูกว่าจ้างให้ลงสมัคร เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการโหวตให้บุคคลที่มีการจัดตั้งไว้แล้ว ผ่านเข้าสู่การเลือกในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

สำหรับพฤติการณ์ที่ นพ.ตุลย์ ระบุว่า เป็นข้อสังเกตสำคัญ ประกอบด้วย การแลกคะแนนและการจัดตั้ง ตั้งแต่การจับคู่แลกคะแนนระหว่างผู้สมัครกลุ่มเล็ก ไปจนถึงการนัดหมายประชุมวางแผนในกลุ่มขนาดใหญ่ระดับหลายสิบหรือหลายร้อยคน โดยมีผู้เกี่ยวข้องจากพรรคการเมืองอย่างน้อย 2-3 พรรค ทั้งฝ่ายสีน้ำเงินและสีส้ม

นพ.ตุลย์ ระบุว่า ในสำนวนการไต่สวนมีข้อมูลที่พุ่งเป้าไปยังพรรคภูมิใจไทย โดยมีการกล่าวถึงการนำเสนอแผนงานต่อกรรมการบริหารพรรคและผู้มีอำนาจเหนือพรรคเพื่อให้มีการสั่งการ

อีกประเด็นคือ การนัดแนะก่อนวันเลือก สว.ระดับประเทศ โดยมีการนำผู้สมัครที่ผ่านการเลือกในระดับจังหวัดไปเก็บตัวและประชุมนัดแนะ รวมถึงจัดทำโพยตามโรงแรมบริเวณใกล้สถานที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีการพบหลักฐานทั้งบันทึกการเข้าพัก สัญญาณโทรศัพท์ ข้อมูล GPS เส้นทางการเงิน ตลอดจนภาพบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองปรากฏในพื้นที่

ส่วนในวันเลือกจริงระดับประเทศ นพ.ตุลย์ กล่าวว่า พบผู้สมัครบางกลุ่มแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีเดียวกับเจ้าหน้าที่ กกต. รวมถึงมีการนำเอกสารลักษณะโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ทั้งที่ผู้สมัครรายอื่นถูกห้าม เคยมีการแจ้งเรื่องไปยังเลขาธิการ กกต.ในฐานะผู้อำนวยการการเลือก สว. แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

นพ.ตุลย์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบคะแนนที่ผิดปกติ ในการลงคะแนนทั้งรอบเลือกตรงและรอบเลือกไขว้ โดยมีลักษณะการลงคะแนนเรียงตามโพยอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ชนะใน 6-7 ลำดับแรกมีคะแนนทิ้งห่างจากผู้สมัครในลำดับถัดไปอย่างเห็นได้ชัด ด้านข้อกฎหมาย นพ.ตุลย์ ระบุว่า ปัจจุบัน กกต.กำลังใช้อำนาจไม่ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจาก สว.ชุดดังกล่าวได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งมานานกว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ขอบเขตอำนาจของ กกต.ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 เหลือเพียงการทำหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดความผิดด้วยตัวเองเช่นในช่วงก่อนการรับรองผล

“หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย กกต.มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน แต่ที่ผ่านมา กกต.กลับเลือกฟ้องเพียงคดีรายย่อย 3-4 คดี และมีท่าทีปกป้องกลุ่มฮั้วที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง” นพ.ตุลย์ กล่าว

ทั้งนี้ นพ.ตุลย์ ระบุว่า วันที่ 14 ก.ย. 2569 จะเป็นจุดตัดสินใจสำคัญ โดยหาก กกต.มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนต่อศาลฎีกาตามพยานหลักฐานที่มี เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลต่อไป

แต่หาก กกต.มีมติไม่ดำเนินคดีหรือไม่ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด นพ.ตุลย์ ระบุว่า ภาคประชาชนพร้อมดำเนินคดีอาญากับกรรมการ กกต.ทั้งคณะ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงกล่าวหาว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) อย่างถึงที่สุด