เจาะเบื้องหลังรอยปริศนา
กกต.ไม่สั่งฟัน “ฝ่ายการเมือง” คดีฮั้วสว.
เจาะเบื้องหลังรอยปริศนาที่ทำให้ กกต. มีมติ "ไม่ส่งฟ้อง" ฝ่ายการเมืองทั้ง 20 คนในคดีฮั้ว สว. แม้ในการแถลงข่าวของประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 จะไม่ได้มีการกางคำวินิจฉัยลงลึกรายบุคคล แต่เมื่อแกะรอยจากคำให้สัมภาษณ์ของกรรมการ กกต. ตลอดจนภาพรวมของสำนวน สามารถสรุปเหตุผลทางกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็น "เกราะคุ้มกัน" ฝ่ายการเมืองให้รอดพ้นสันดอนตามคาด ดังนี้
หนึ่ง จุดตัด "ไร้รอยต่อเส้นทางการเงิน" เหตุผลหลักที่ทำให้ระดับบิ๊กเนมและกรรมการบริหารพรรคการเมืองค่ายสีน้ำเงินรอดพ้นข้อหาทั้งหมด คือการขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านเส้นทางการเงิน ซึ่งประเด็นนี้ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า คดีนี้ไม่มีเส้นเงินเชื่อมโยงไปถึงแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้ กกต. ไม่สามารถชี้มูลความผิดว่ามีการสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งฮั้วโหวต สว. ได้
สอง ยุทธการ "มีม้าทำแทน" ตัดตอนความรับผิดชอบ โครงสร้างการฮั้ว สว. ครั้งนี้ถูกออกแบบมาอย่างรัดกุมแบบ "องค์กรอาชญากรรม" ที่มีการใช้ระบบตัวแทนหรือนอมินี (ม้า) เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการแทน การสั่งการหรือการจัดตั้งโพยไม่ได้กระทำโดยตรงจากนักการเมืองระดับสูง ทำให้ห่วงโซ่หลักฐานทางกฎหมายถูกตัดขาด ไม่สามารถสาวไปถึงตัว "ผู้บงการ" หรือ "สปอนเซอร์ใหญ่" ได้
สาม การสกัด "พยานบุคคล" ในโค้งสุดท้าย เมื่อเส้นทางการเงินถูกชำระสะสางไปแล้ว หลักฐานเดียวที่จะมัดตัวฝ่ายการเมืองได้ตามมาตรา 76 คือ "พยานบุคคล" แต่การที่พยานรหัส 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) ยื่นหนังสือขอกลับคำให้การที่เคยมัดตัวบิ๊กการเมืองทั้งหมด ทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่ามีการใช้สถานที่ทำการพรรค หรือการปรากฏตัวของนักการเมืองระดับสูงเพื่อสั่งการ ขาดความน่าเชื่อถือทางกฎหมายไปโดยปริยาย
บทสรุปที่คมชัด การตัดสินใจของ กกต. สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ความจริงที่ปรากฏในสังคม กับความจริงทางกฎหมาย มักเดินสวนทางกัน ฝ่ายการเมืองรอดพ้นบ่วงกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพราะสังคมเชื่อว่าบริสุทธิ์ แต่เพราะมีการออกแบบจุดตัดตอนหลักฐานไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล ปล่อยให้ "ม้า" แบกรับความผิด ขณะที่เจ้าของคอกยังคงเสวยอำนาจต่อไปอย่างลอยนวล.


