“นนพ” ร้าวฉานปาน Crème Brûlée
ยิ่งแก้ตัวยิ่งเห็นรอยร้าว
แม้จะพยายาม “สร้างภาพ” อย่างไร ก็ไม่สามารถกลบรอยร้าวของความสัมพันธ์ของ “นนพ” หรือ “เน หนู พิพัฒน์” ให้หมดไปได้
การที่ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพของตนเอง พร้อมกับ “ครูใหญ่เน-นายเนวิน ชิดชอบ” และ “โกเกี๊ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” พร้อมข้อความ “สัมพันธ์ #นนพ (หนู-เนวิน-พิพัฒน์) ร้าวฉานปาน Crème Brûlée” เพื่อสยบข่าวลือ แทนที่จะทำให้เรื่องยุติ กลับยิ่งทำให้เห็นร่องรอยหนักเข้าไปอีก
ทั้งจากตัวภาพเองที่แสดงให้เห็นถึงสถานะของนายพิพัฒน์ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้ว่า อยู่ในระดับที่ “ต่ำกว่า” ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะโดยข้อเท็จจริงนายพิพัฒน์ก็เป็นเพียง “นายทุนพรรค” ที่เต็มไปด้วยบาดแผลที่ไม่อาจต่อรองทางการเมืองได้มากนัก และเอาเข้าจริงตัวนายพิพัฒน์เองถ้าไม่ร่วมหอลงโรงกับพรรคภูมิใจไทย ก็คงยากที่จะเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะกับ “ธุรกิจของตระกูล” คือ “เครือพีที” ที่เติบใหญ่พรวดพราวอย่างที่เห็น
ขณะที่เมื่อพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของเสี่ยหนูก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะออกอาการ “กร่าง” เอากับ “สื่อ” ที่ตั้งคำถามที่ความไม่ลงรอกันของ “นนพ” อันแสดงให้เห็นถึง “วุฒิภาวะ” อันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเป็นอยากมากสำหรับการสื่อสารในภาวะวิกฤติ
“เดี๋ยวช่วยมาเทรนด์ตนหน่อยเวลาตั้งคำถามให้มันแตกแยกกันแบบนี้ ทำไมต้องเคลียร์ใจ บอกให้ตนทราบหน่อย ว่าทำไมจะต้องเคลียร์ใจ”
ก่อนถามสื่อมวลชนว่า “คุณอยู่ในบ้านผทเหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกตนเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องในครอบครัว เป็นเรื่องภายในของพรรคตน ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ”
นายอนุทินขึ้นธรรมมาสน์เทศต่อไปด้วยว่า “สมมุติถ้ามีปัญหาจริงๆ ตนก็เคลียร์ในบ้านของผมแค่นั้นเอง ซึ่งมันไม่เคยมี เพราะถ้ามันมี คงไม่ได้คบหากันมานานขนาดนี้ เราอยู่ด้วยความเป็นพี่เป็นน้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน นักข่าวต้องไม่มาถามแบบนี้”
เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่สะท้อนภาพตัวตนที่แท้จริงของนายอนุทินว่าเป็นคนเยี่ยงไร
คำถามก็คือ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองของส่วนตัวของนายเนวินกับนายอนุทิน ที่สื่อและสังคมไม่อาจตรวจสอบได้เช่นนั้นหรือ
ถ้าจะว่าไป นับเป็นความน่ากลัวเสียยิ่งกว่า “ระบอบทักษิณ” เสียอีก
ขณะที่ในส่วนของบ้านใหญ่บุรีรัมย์นั้น “สัญญาณสำคัญ” แม้ไม่ได้ออกมาจากตัวนายเนวินเอง แต่การที่ “หลังบ้าน” คือ “ซ้อต่าย-นางกรุณา ชิดชอบ” อยู่ๆ ก็โพสต์ข้อความผ่าน IG Story ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” พร้อมเปิดโพลถามผู้ติดตามในหัวข้อ "ใช้มั้ย โหวตหน่อย" จนถูกจับตาในโลกการเมือง หลังเพิ่งมีภาพ เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์ ถ่ายรูปร่วมกัน เพื่อสยบกระแสข่าวความสัมพันธ์ร้าวฉานของแกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็น “ความเคลื่อนไหว” ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ทั้งนี้ แม้นายอนุทินพยายามกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่า “ไม่ได้พูดผิด เพราะคนที่ไม่ควรคบคือผู้ที่ไม่จริงใจ โกหก หลอกลวงประชาชน และนำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่ ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทั้งหลาย คนเหล่านี้ไปให้ความเชื่อถือได้อย่างไร หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย ดูกิจการแต่ละคน ปิดไปทีละเจ้าสองเจ้า แล้วจะไปเชื่อถือคนพวกนี้ ตนคิดว่านักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้”
เป็นการกลบเกลื่อนที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่ได้เรื่อง”
คำว่า “เหลี่ยมจัด”
คำว่า “ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง”
คำว่า “โตแล้วอย่าซับซ้อน”
เป็นข้อความที่บ่งชี้ถึง “คนใน” ไม่ใช่ความหมายอย่างที่นายอนุทินพูดไปเรื่อย เพราะเห็นชัดๆ แบบไม่ต้องตีความว่า “ซ้อต่าย” เตือน “คนใน” ที่เหลี่ยมจัด “คนใน” ที่ทรยศ และ “คนใน” ที่ซับซ้อน
ส่วนคนในจะหมายถึง “นายพิพัฒน์” หรือหมายถึงตัว “นายอนุทิน” ที่เติบโตจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีและกำลังเบ่งกล้ามให้เห็นหรือไม่ คงไม่สามารถไปง้างปากให้ “ซ้อต่าย” บอกมาตรงๆ ได้
ด้านนายพิพัฒน์นั้น เห็นชัดได้ว่า มีความกลัดกลุ้มในเรื่อง “นนพ” เต็มอก เพราะเป็นคนให้สัมภาษณ์เองว่า จะเดินทางไปพบนายเนวินด้วยตนเอง ก่อนที่นายอนุทินจะออกมาโพสต์พร้อมของทั้งสามคนพร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน
เมื่อถูกถามว่า นายเนวินพูดถึงเรื่องดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์กล่าวว่าท่านไม่ค่อยได้สนใจเรื่องพวกนี้ เพราะคนการเมืองก็เข้าใจดีว่ามีผู้ที่ไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการทำให้เกิดความแตกแยก ดังนั้นก็ไม่มีอะไร
“เราพบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ในการที่เราได้เจอหน้ากัน รวมถึงได้โทรศัพท์คุยกันเกือบทุกวัน มีอะไรก็โทรถามไถ่...เราเป็นอย่างนี้มาไม่ใช่เพิ่งปีสองปี แต่เป็นมาน่าจะ 20 ปีแล้วที่คบหากันแบบนี้ เราก็มาด้วยกัน ดังนั้นไม่ควรมีอะไรที่จะมาทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน มีอะไรต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราก็ต้องมีเหตุผลในการคุยกัน”นายพิพัฒน์กล่าวยืนยัน
พร้อมบอกด้วยว่า โดยในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ตนและครูใหญ่ จะไปทำบุญร่วมกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หากไม่คุยกันจะไปด้วยกันได้อย่างไร และในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ก็จะไปแข่งฟุตบอลกระชับมิตรจังหวัดบุรีรัมย์กับจังหวัดปัตตานี นี่คือข้อเท็จจริง
....ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างที่นายพิพัฒน์และนายอนุทนพยายามอธิบาย หรือจะเป็นอย่างที่ซ้อต่าย-กรุณา ชิดชอบ โพสต์ถ้อยคำชวน
สงสัย อีกไม่นาน คงได้เห็นกัน.


