วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569

เอกซเรย์ “UNIQUE” บิ๊กโฟร์ อุโมงค์สายม่วงใต้เขย่าขวัญ ลามฉุดเชื่อมั่นบิ๊กโปรเจกต์

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ภาพของผิวถนนประชาธิปกบริเวณแยกวงเวียนใหญ่ที่ทรุดฮวบลงไปกว่า 20 เซนติเมตร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 บ่งบอกถึงสภาพกรุงเทพฯเมืองใต้บาดาล และเป็นภาพสะท้อนของ “หายนะทางวิศวกรรม” ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของคนเมืองหลวง

แรงดันน้ำมหาศาลใต้อุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สัญญาที่ 4 (ช่วงสะพานพุทธ-ดาวคะนอง) ที่ทะลักเข้ามาด้วยความเร็ว 100 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ดึงเอาดินและทรายใต้อุโมงค์ลึก 30 เมตรไหลตามออกไป จนตึกแถวเก่าแก่รอบวงเวียนใหญ่ต้องอพยพผู้คนหนีตายกันอลหม่าน คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับมาตรฐานของผู้รับเหมาระดับ “บิ๊กโฟร์” ของเมืองไทย อย่าง บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQUE)?

 “แยกวชิระ” ยังไม่จบ “วงเวียนใหญ่” มาซ้ำเติม

หากยังจำกันได้ ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2568 กรณีถนนทรุดถล่มลึก 50 เมตรที่ “แยกวชิระ-ถนนสามเสน” ที่อยู่ภายใต้การรับเหมาก่อสร้างของกลุ่มร่วมค้า ช.การช่าง-ซิโนไทยฯ สร้างความขวัญผวาและถึงทุกวันนี้ก็ยังปิดหน้างานคืนผิวจราจรไม่ได้ โดยคาดว่าต้องลากยาวไปถึงตุลาคม 2570

แต่ไม่ทันไร บทเรียนราคาแพงเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกนำมาถอดรหัสเพื่อป้องกัน เมื่อ UNIQUE ปล่อยให้เกิด “Defect” หรือข้อบกพร่องขั้นรุนแรงในเนื้อคอนกรีตบริเวณรอยต่อของบ่อพักน้ำใต้อุโมงค์ที่แยกวงเวียนใหญ่ แม้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสมาคมวิศวกรฯ จะรีบออกมาดับกระแสข่าวว่า “สถานการณ์เบากว่าเคสแยกวชิระ” แต่ในความรู้สึกของภาคประชาชน คำแก้ตัวเหล่านี้ฟังไม่ขึ้น! เพราะนี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า ระบบการควบคุมงานของโครงการระดับหมื่นล้านกำลังหละหลวมอย่างให้อภัยไม่ได้

สปอตไลท์ส่อง “UNIQUE” งานล้นมือที่ต้องจับตา

ในอดีต UNIQUE อาจจะเคยมีชื่อเสียงในหน้าข่าวเรื่องอื้อฉาวเชิงการบริหารจัดการ เช่นการเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ 33 ล้านบาท หรือคดีความฟ้องร้องเบิกจ่ายเงินล่าช้ากับการรถไฟฯ แต่ในแง่วิศวกรรมใต้ดินลึก เคสวงเวียนใหญ่นี้คือ “ของจริง” ที่กำลังทำลายชื่อเสียงของบริษัทอย่างย่อยยับ

สังคมต้องตั้งคำถามและส่องสปอตไลท์ไปที่โครงการในมือ (Backlog) ของ UNIQUE หลังจากนี้ นั่นคือ

  • สายสีม่วงใต้ สัญญาที่ 4 วงเงิน 14,982 ล้านบาท ที่เหลือตลอดแนวอุโมงค์มีจุดบกพร่องแบบนี้อีกกี่จุด?
  • สายสีแดงส่วนต่อขยาย (ศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และ รังสิต-มธ.รังสิต) ที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อพฤษภาคม 2569 จะปลอดภัยแค่ไหน?
  • รวมไปถึงงานขุดเจาะอันตรายอย่าง อุโมงค์ส่งน้ำเชียงใหม่ (แม่งัด-แม่กวง) ที่ต้องลุยผ่านชั้นหินและแรงดันน้ำธรรมชาติ

ถ้ารัฐบาลยังปล่อยให้ผู้รับเหมาทำงานแบบ “วัวหายแล้วล้อมคอก” การก่อสร้างเมกะโปรเจกต์เหล่านี้อาจจะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวงสำหรับประชาชน?Image 1

สั่นสะเทือนความอยู่รอดของ UNIQ

ในมิติของตลาดหุ้น ข่าวนี้กระแทกเข้าใส่ราคาหุ้น UNIQ ทันที แม้ราคาจะวนเวียนอยู่ที่ 2.64 - 2.74 บาท ด้วยมูลค่าตลาด (Market Cap) ราว 2,900 ล้านบาท และมีเกราะป้องกันตัวจากการที่ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมหาศาล (P/BV ต่ำเพียง 0.31 เท่า จากบุ๊กวาลูที่ 8.59 บาท) ชนิดที่เรียกว่าราคาร่วงลงไปกองกับพื้นแล้ว

แต่นักวิเคราะห์มองข้ามช็อตไปถึง “ความอยู่รอดในเชิงคอร์ปอเรท” เพราะอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ของ UNIQ ในไตรมาส 1/2569 ต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเพียง 1.21% การต้องระดมทุนมาฉีดสารเคมีอุดรอยรั่วใต้ดินตลอด 24 ชั่วโมง การชดเชยเยียวยาตึกแถวรอบวงเวียนใหญ่ และความเสี่ยงที่จะถูก รฟม. ปรับจากการส่งมอบงานล่าช้า ย่อมสูบกระแสเงินสดที่ฝืดเคืองอยู่แล้วให้วิกฤตหนักขึ้นไปอีก

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มี 3 มิติที่รัฐและทุนต้องตอบคำถามเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะและสังคม

หนึ่ง เชิงนโยบายต้องสิ้นสุดยุคคาดโทษแบบไฟไหม้ฟาง กระทรวงคมนาคม และ รฟม. ต้องเลิกใช้มาตรการลูบหน้าปะจมูก ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีระบบ “Blacklist” หรือการ “ลดเกรดชั้นผู้รับเหมา” อย่างจริงจัง หากผู้รับเหมารายใดปล่อยให้เกิดเหตุวินาศสันตะโรที่กระทบต่อสาธารณะ ต้องถูกตัดสิทธิ์ในการประมูลงานเมกะโปรเจกต์ถัดไป ไม่ใช่ปล่อยให้ทุนใหญ่เวียนเทียนรับงานหมื่นล้านกันอยู่ไม่กี่เจ้า โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะหวาดผวาสักเพียงไหน กรณี “พระราม 2” เป็นตัวอย่าง

สอง ในด้านความปลอดภัยสาธารณะ ประชาชนไม่ใช่หนูทดลองวิศวกรรม การก่อสร้างใต้เมืองหลวงที่มีชั้นดินเหนียวอ่อนและตึกเก่าแก่หนาแน่น ต้องใช้มาตรฐานระดับสูงสุด การปล่อยให้คอนกรีตรอยต่อบ่อพักน้ำเกิด Defect จนน้ำทะลัก สะท้อนว่าหน่วยงานตรวจสอบและผู้รับเหมา “ละเลย” การทดสอบแรงดันน้ำก่อนขุดเจาะ ถือเป็นความบกพร่องที่เกือบจะกลายเป็นการฆาตกรรมทางอ้อมหากตึกแถวโดยรอบพังทลายลงมา

สาม ความอยู่รอดเชิงคอร์ปอเรท สำหรับ UNIQUE วิกฤตครั้งนี้คือเครื่องพิสูจน์ครั้งสำคัญ ตราบใดที่บริษัทยังไม่สามารถกู้ชื่อเสียงด้านมาตรฐานความปลอดภัยกลับมาได้ ราคาหุ้นที่ว่า “ต่ำบุ๊ก” ก็อาจจะกลายเป็น “กับดัก” ที่ไม่มีวันฟื้น การบริหารไซต์งานด้วยงบประมาณที่จำกัดภายใต้อัตรากำไรที่บางเฉียบ กำลังย้อนกลับมาทำลายบริษัทเอง หากบอร์ดบริหารยังไม่ปฏิรูประบบความปลอดภัยหน้างานอย่างจริงจัง ท้ายที่สุดแล้ว UNIQUE อาจเหลือเพียงชื่อในฐานะอดีตบิ๊กโฟร์ที่ถูกความหละหลวมของตัวเองฝังกลบลงใต้ดินลึก.